วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 22:59 น.

เศรษฐกิจ

เชฟรอน ผนึก มอ. จัดเวิร์กชอป “Carbon Neutral Event”

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

เชฟรอน ผนึก มอ. จัดเวิร์กชอป “Carbon Neutral Event”


 เชฟรอน ร่วมกับ มอ. จัดเวิร์กชอป “Carbon Neutral Event” เสริมความรู้สู่การจัดกิจกรรมคาร์บอนต่ำ แก่ภาคีเครือข่ายพลังงานในภาคใต้

 

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนให้ความสนใจมากขึ้น  ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต แม้แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการจัดประชุม สัมมนา หรืออีเวนต์ต่าง ๆ ก็สามารถมีบทบาทในการช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม  ด้วยเหตุนี้ การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมคาร์บอนต่ำจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม 

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบพลังงาน และศูนย์วิศวกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนและก๊าซเรือนกระจก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Carbon Neutral Event Workshop: จากความเข้าใจสู่การลงมือทำ” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และแนวทางการจัดกิจกรรมคาร์บอนต่ำ สู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพลังงานจังหวัดใน 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี และปัตตานี ตลอดจนผู้แทนภาคีเครือข่ายรวมกว่า 40 คน เข้าร่วมอบรม ณ อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 

 

ดร.สุเมธ ไชยประพัทธ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบพลังงาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แกนนำหลักของการจัดการอบรมครั้งนี้ กล่าวว่า “แรงผลักดันสำคัญของการจัดโครงการนี้มาจากการตระหนักถึงเมกะเทรนด์ระดับโลกเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน การจะแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการดำเนินงานควบคู่กันทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มการดูดซับคาร์บอนกลับ เช่น การปลูกป่า โดยนอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดงานอีเวนต์ งานประชุม งานสัมมนา ก็ล้วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการจัดอบรมครั้งนี้ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้และวิธีการให้หน่วยงานต่างๆ ทราบถึงวิธีประเมินการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมของตน และรู้วิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนสามารถจัดกิจกรรมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral Event ได้อย่างเป็นระบบ

“มหาวิทยาลัยและนักวิจัยมีหน้าที่โดยตรงในการติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงศึกษาเกณฑ์การประเมินและการลดคาร์บอนที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ เช่น จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เมื่อได้องค์ความรู้มาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องนำองค์ความรู้มาแปลงเป็นสื่อการสอน และฝึกปฏิบัติจริงก่อน เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดงานวิ่งและงานรับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยให้เป็นรูปแบบการจัดงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน จนเกิดความเชี่ยวชาญ  เมื่อมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้แล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำความรู้นี้ไปบรรจุในการเรียนการสอนเพื่อสร้างคน รวมถึงสื่อสารขยายผลไปยังหน่วยงานภายนอก เพื่อให้ภาคส่วนอื่นๆ สามารถนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง”

 

 

ด้าน รศ.ดร.จรงค์พันธ์ มุสิกะวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนและก๊าซเรือนกระจก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “การจัดกิจกรรมแบบคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Event เริ่มต้นจากการวางแผนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างขยะให้น้อยที่สุด เช่น กำหนดให้ใช้รถร่วมกันในการเดินทาง หรือเลือกใช้วัสดุสิ่งของในงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้องค์กรลดการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น และเป็นก้าวแรกสู่การจัดงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนได้  ส่วนคาร์บอนที่ยังเหลืออยู่ สามารถไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดคาร์บอนภายนอกมาชดเชย จนการปล่อยคาร์บอนของงานนั้นเหลือศูนย์ได้  การจัดการอบรมในครั้งนี้ เป็นการสร้างความเข้าใจพื้นฐานแก่ผู้เข้าร่วม ว่าทุกการจัดกิจกรรมสามารถประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ เมื่อกลับไปแล้ว ต้องนำไปวางแผนภาพรวมรายปีว่ากิจกรรมใดขององค์กรที่จะมุ่งเน้นให้เป็นโครงการคาร์บอนต่ำ หรือ เป็นกลางทางคาร์บอน โดยเริ่มจากการทำกิจกรรมเล็กๆ ในองค์กรก่อน หรือนำไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมประจำปีที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก และเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัดเข้ามาศึกษาและทำตาม”  

การอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากสำนักงานพลังงานจังหวัดจาก 5 จังหวัดรอบอ่าวไทย เข้าร่วม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ที่จะสามารถนำไปต่อยอดในจังหวัดของตนเองได้ต่อไป  โดย นายจักรพันธ์ กิ่งแก้ว พลังงานจังหวัดสงขลา กล่าวภายหลังการเข้าร่วมอบรมว่า “การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ว่าการลดคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการประหยัดน้ำมันหรือไฟฟ้าจากการเดินทางและในครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกิจกรรมอื่นๆ เช่น การจัดประชุม สัมมนา การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการของเสีย ได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและแนวปฏิบัติ  ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร”  

 

นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณสถาบันวิจัยระบบพลังงาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในจังหวัดสงขลาร่วมกับเชฟรอนมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่โครงการก๊าซชีวภาพสหกรณ์ยางพาราสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งได้พัฒนาต้นแบบการดำเนินงานของสหกรณ์ยางแผ่นรมควันที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการสนับสนุนการชดเชยคาร์บอนในปริมาณ 600 ตัน สำหรับพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Carbon Neutral Event (Self-Declaration) ครั้งแรกของประเทศ และต่อยอดมาสู่การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้  สะท้อนถึงความตั้งใจของเชฟรอนในการสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง”

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจแนวคิดและขั้นตอนการจัดงานแบบเป็นกลางทางคาร์บอน ตั้งแต่การระบุและคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรม การวางแผนลดการปล่อย การชดเชยคาร์บอนผ่านโครงการ TVER ไปจนถึงการสื่อสารผลการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในการจัดกิจกรรมคาร์บอนต่ำในหน่วยงานของตนได้

พร้อมกันนี้ ภายในงาน เชฟรอนยังได้สนับสนุนการทำงานของพลังงานจังหวัดทั้ง 5 แห่ง ผ่านโครงการ “เครือข่ายพลังงานสะอาดรอบอ่าวไทย” โดยมอบงบประมาณรวม 1,107,000 บาท แก่สำนักงานพลังงานจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัด เพื่อเสริมสนับสนุนโครงการด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานที่แต่ละจังหวัดดำเนินงานอยู่ อาทิ การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ และการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระยะเวลาดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2569 – 2570  ซึ่งจะช่วยต่อยอดการดำเนินงานด้านพลังงานสะอาดและการอนุรักษ์พลังงานในพื้นที่ 5 จังหวัด ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม