วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 01:14 น.

เศรษฐกิจ

"พิพัฒน์-ภัทรพงศ์" เร่งเครื่อง Aviation Hub ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพิ่มทางวิ่งที่ 3

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.12 น.

"พิพัฒน์-ภัทรพงศ์" เร่งเครื่อง Aviation Hub ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพิ่มทางวิ่งที่ 3

 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และผู้บริหาร ทอท. บวท เข้าร่วม ณ ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินกรุงเทพฯ และพื้นที่ให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นายพิพัฒน์  เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ บวท. และ ทอท. ว่า ตนได้เน้นย้ำการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เชื่อมโยงทุกระบบขนส่งของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน     

 

 

“แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด ในอัตราชะลอตัว คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ จำนวน 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ ร้อยละ 1.6 กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่อง บวท. ได้ให้บริการจราจรทางอากาศ รองรับการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีวิธีปฏิบัติรองรับอากาศยานให้สามารถขึ้นและลงทางวิ่งคู่ขนานได้อย่างอิสระ ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาจัดหาและติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ ILS ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดติดตั้งระบบ และเปิดใช้งานในปี 2570”นายพิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้  ได้เน้นย้ำเรื่องการใช้ประโยชน์จากทางวิ่งเส้นที่ 3 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน ลดความแออัด ลดความล่าช้า และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่สายการบินและผู้โดยสาร ซึ่งการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทอท. และ บวท. จึงเป็น 2 หน่วยงานหลัก ที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการบริหารจัดการภาคพื้นและการบริหารจัดการห้วงอากาศ ให้ระบบการบินของประเทศมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า บวท. อยู่ระหว่างดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบการให้บริการการเดินอากาศ การออกแบบห้วงอากาศและเส้นทางบิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณเที่ยวบิน อีกทั้งมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ เข้ามาใช้งาน คือ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. มีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยปัจจุบัน บวท.ให้บริการจราจรทางอากาศอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศที่ทันสมัย ที่เรียกว่าระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems หรือ TMCS โดยมีแผนจะปรับปรุงระบบ TMCS และระบบสำรองฉุกเฉิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านระบบเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ ทั้งนี้ บวท. จะมีการนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) เข้าใช้งาน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานขาเข้าในการจัดระยะต่อ (Separation) ของอากาศยานเพื่อเข้าสู่แนวร่อนของทางวิ่งคู่ขนาน อีกทั้งได้มีการหารือร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศแสดงผลบนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในการจัดการเส้นทางบินเพื่อหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดทางการบิน

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้าก่อนลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศรองรับการขยายตัวของธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคต