วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569 20:22 น.

เศรษฐกิจ

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงาน EVAT 

วันศุกร์ ที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงาน EVAT 

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงาน EVAT วาระ 2026–2028 สานต่อภารกิจขับเคลื่อน xEV Ecosystem ไทย สอดรับนโยบายรัฐลดมลพิษภาคขนส่ง

 
 นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมฯนำทีมอุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เลขาธิการ และกรรมการ  เปิดทิศทางการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2026–2028 ผ่านแนวคิด EVAT 2026–2028: Driving Forward a Sustainable and Competitive EV Ecosystem มุ่งสานต่อภารกิจเดิม พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ แข่งขันได้ และยั่งยืน ณ งานแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประจำปี 2026 จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์

สมาคมฯ ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการลดมลพิษจากภาคการขนส่งและภาคยานยนต์ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

ซึ่งตลอดวาระปี 2024–2026 ที่ผ่านมา สมาคมฯได้พิสูจน์บทบาทในฐานะกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค ทั้งในด้านการสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบาย การสะท้อนประเด็นจากภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการรณรงค์ให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า “สำหรับวาระปี 2026–2028 สมาคมฯ จะเดินหน้าสานต่อจากรากฐานที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน EV Ecosystem อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและผู้บริโภค การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจะดำเนินผ่านบทบาทของอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 6 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน EV Ecosystem ในมิติที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐาน ความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการใช้ และการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เป้าหมายสำคัญของสมาคมฯ ในวาระนี้ คือการร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย แข่งขันได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในระยะยาว พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน”

ด้านอุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยฝ่ายวิชาการ ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ “การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโลก ฝ่ายวิชาการของสมาคมฯ จะมุ่งทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางองค์ความรู้และข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน การพัฒนากำลังคน การเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า การสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ต้องขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต”

นายสยามณัฐ พนัสสรณ์  อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ เผยถึงทิศทางการทำงานในวาระใหม่ว่า “การปรับโครงสร้างของ EVAT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม EV ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกเฟสที่สำคัญ การเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นที่ ‘การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสากล’ โดยทางสมาคมฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิต เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ หรือ ศูนย์ทดสอบ ในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในเวทีสากล”

นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังได้วางกรอบการทำงานเชิงรุกในอีก 3 มิติหลัก ได้แก่:

1. สวมบท “ทูตอุตสาหกรรม” เชื่อมโยง Ecosystem ฝั่ง Demand Side: ต่อยอดจากความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 10 สมาคมพันธมิตรฝั่งผู้ผลิต  (Supply Side) ที่ทำงานร่วมกัน ออกแถลงการร่วมปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปเมื่อไม่นานนี้  ในวาระนี้จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงไปยังฝั่งอุปสงค์และตลาด (Demand Side) 
2. ผนึกกำลังภาครัฐผลักดันรถยนต์ราชการ EV โดยทางสมาคมฯ เตรียมเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ สำนักงบประมาณ BOI และบอร์ดอีวี  เพื่อสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านรถยนต์หน่วยงานราชการให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม 
3. ขยายขอบเขตการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าในหลากหลายมิติ ไม่จำกัดเพียงรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ต้องครอบคลุมถึง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของคนไทยและมีศักยภาพสูงในการผลิต โดย EVAT จะร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อผลักดันมาตรฐานตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และความปลอดภัยให้ครอบคลุมการใช้งานจริงของทุกภาคส่วน

“หากเรามีฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล มีศูนย์ทดสอบที่พร้อมใช้งาน ภาครัฐเป็นผู้นำในการใช้รถ EV ตลาดรถมือสองมีมาตรฐานตรวจสภาพที่น่าเชื่อถือ ประกันภัยประเมินความเสี่ยงได้ และไฟแนนซ์ปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจ นี่คือ Demand Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นความเชื่อมั่นในการผลิต ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายสนับสนุนการผลิตยานยนต์ ในการทำให้อุตสาหกรรม EV ไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสยามณัฐ กล่าวสรุป

นายสุทีป รัตนภาส อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องให้สามารถแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก ในช่วงวาระการดำเนินงานปี 2569–2571 ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ (Local Content) การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

นายสุทีป กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,000 ราย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV จึงควรเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดย EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เป้าหมายของ EVAT คือการผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตทั้งในฐานะตลาดและฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนอย่างยั่งยืน

นายอัษฎายุทธ รุธิรโก อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กล่าวว่า “การเติบโตของ EV ในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าหรือจำนวนสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานและสามารถรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว ทางสมาคมฯ ได้ให้ความสำคัญกับ กับ 4 แนวทางหลัก ได้แก่

1. การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัย โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้าน อาคาร และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการจัดทำมาตรฐานกลางเครื่องชาร์จสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อให้การเติบโตของตลาดเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีทิศทางเดียวกัน
2. การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและการเข้าถึงสถานีชาร์จ โดยสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ fast-track สำหรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของสถานีชาร์จสาธารณะ 
3. การพัฒนาระบบดิจิทัลและข้อมูลกลาง โดย EVAT สนับสนุนแนวคิด National EV Roaming Hub เพื่อให้ผู้ใช้ EV สามารถเข้าถึงบริการชาร์จได้สะดวกขึ้น ลดความซับซ้อนจากการใช้งานหลายแอปพลิเคชัน และทำให้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จสามารถเชื่อมต่อกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ EVAT ยังเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้าน Battery Passport และมาตรฐานข้อมูลแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออก การจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
4. ความชัดเจนของนโยบายราคาและกฎระเบียบ โดยเฉพาะอัตราค่าไฟสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งควรมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนขยายโครงข่ายชาร์จในระยะยาวได้

อย่างไรก็ตามทางสมาคมฯ มองว่า โครงสร้างพื้นฐาน EV ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถานีชาร์จ แต่เป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้รถ ผู้ประกอบการสถานีชาร์จ ผู้ให้บริการไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ”