วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569 09:34 น.

เศรษฐกิจ

ครม. ไฟเขียว “ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์” วงเงินกว่า 1.06 แสนล้านบาท

วันอังคาร ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2569, 19.03 น.

ครม. ไฟเขียว “ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์” วงเงินกว่า 1.06 แสนล้านบาท

        

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ ตามที่กระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอ เพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง เพิ่มประสิทธิภาพและความจุของโครงข่ายรถไฟ รองรับการเดินทางของประชาชน การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้า ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

 

         

โครงการที่ได้รับอนุมัติในครั้งนี้ ครอบคลุมการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้ จำนวน 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ และช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ รวมระยะทางประมาณ 502.45 กิโลเมตร กรอบวงเงินรวมประมาณ 106,798.32 ล้านบาท การพัฒนาโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายรถไฟสายใต้ให้มีความต่อเนื่องจากโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 โดยเฉพาะการแก้ไขข้อจำกัดของระบบทางเดี่ยว ซึ่งปัจจุบันขบวนรถที่เดินสวนทางกันต้องรอสับหลีกตามสถานีต่าง ๆ เมื่อพัฒนาเป็นทางคู่แล้ว ขบวนรถจะสามารถเดินสวนกันได้โดยไม่ต้องรอสับหลีก ช่วยเพิ่มความจุของเส้นทาง เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการเดินรถ ลดระยะเวลาการเดินทาง และเพิ่มความตรงต่อเวลา

       

นอกจากนี้ โครงการยังครอบคลุมการปรับปรุงและพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ รวมทั้งรองรับการเพิ่มความถี่ของขบวนรถโดยสารและขบวนรถสินค้าในอนาคต

       

โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาคใต้ โดยจะช่วยชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิตตลอดแนวภาคใต้เข้าสู่โครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

     

ขณะเดียวกัน เส้นทางช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ จะช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟของประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน

         

ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ การรถไฟฯ จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา การดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) การพิจารณาข้อเสนอ ตลอดจนการเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การรถไฟฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการประกวดราคาและลงนามสัญญาได้ภายในปี 2570 และมีแผนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จในปี 2576

       

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่หาดใหญ่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม การรถไฟฯ ได้ปรับรูปแบบโครงสร้างทางรถไฟจากคันทาง (Embankment) เป็นโครงสร้างสะพานบก (Viaduct) ในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลองอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ  3กิโลเมตร การปรับรูปแบบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการกีดขวางทางไหลของน้ำ และเปิดพื้นที่ให้น้ำสามารถระบายผ่านใต้แนวทางรถไฟได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่แนวคันทางรถไฟอาจมีต่อการระบายน้ำของพื้นที่ 

       

สำหรับช่วงชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทางประมาณ 29.22 กิโลเมตร ที่ต้องแก้ไขปัญหาผู้บุกรุก จะนำไปพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติในครั้งนี้ จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายหลักให้มีความต่อเนื่องตั้งแต่ชุมพร ผ่านสุราษฎร์ธานีและชุมทางหาดใหญ่ ไปจนถึงปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียอย่างมีประสิทธิภาพ