วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 01:41 น.

เศรษฐกิจ

บพท.ผนึกภาคีระดมสมองปั้นแผนแก้จนยั่งยืนหนุนบรรจุในแผนพัฒนาชาติ ฉบับ 14

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

เครือข่ายพหุภาคีสานพลัง บพท.ระดมสมองปั้นแผนแก้จนยั่งยืน หนุนเสริมแผนพัฒนาชาติฉบับ 14 เป็นของประชาชนเพื่อประชาชน

คณาจารย์ นักวิจัย และภาคีเครือข่ายภาคราชการ ภาคประชาสังคม องค์กรธุรกิจเอกชน ชุมนุมใหญ่ระดมความคิดเห็น ประสบการณ์ พัฒนาแผนแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืน ส่งต่อให้สภาพัฒน์ บรรจุใส่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ยกระดับสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขประชาชน โดยใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่ง บพท.ร่วมกับสถาบันวิชาการศึกษาค้นคว้าเป็นสารตั้งต้น

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชี้แจงว่า การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ”พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 สู่แผนชาติฉบับที่ 14” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 มีเป้าหมายหลักต้องการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากหลายภาคส่วน ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณาจารย์นักวิจัยจากสถาบันวิชาการ 19 แห่งใน 20 จังหวัด องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาคธุรกิจ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางมาตรการที่เป็นรูปธรรม สำหรับนำเสนอเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นแผนแม่บทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในช่วงปี พ.ศ.2570-2574 โดยใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง บพท.ร่วมกับคณาจารย์นักวิจัย และสถาบันวิชาการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ซึ่งมีข้อค้นพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศ จำนวน 303,444 ครัวเรือน จำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการระดมความคิดเห็น

“การจัดสัมมนาครั้งนี้ ออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์ ประกอบด้วยกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม คือ กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ กลุ่มการปฏิรูปภาครัฐ กลุ่มการยกระดับทุนมนุษย์ กลุ่มการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสกัดข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็น จากทุกกลุ่ม หลอมรวมเป็นชุดข้อมูลเพื่อผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ”

ดร.กิตติ กล่าวด้วยว่า โจทย์สำคัญหลายประเด็นที่คาดหวังอยากให้มีคำตอบให้ชัดเจนในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน หรือครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด และเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะอยู่ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกกระบวนการพัฒนาอย่างไร

“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”ดร.กิตติกล่าวย้ำ

ขณะที่นายเอ็นนู  ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าข้อมูลจากการผสมผสานความรู้จากงานวิจัย ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนี้ จะถูกนำไปสังเคราะห์เข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ตุลาคม 2570 จะเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ หรือ “Area Base” บนความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนในพื้นที่ แตกต่างไปจากแผนพัฒนาฯก่อนหน้านี้ที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น หรือ “Issue-based”

“กระบวนการทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 จะมีความแตกต่างไปจากการทำแผนก่อนหน้านี้ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนหลายภาคส่วน หลายกลุ่มอาชีพ มีส่วนร่วมแสดงความเห็น เสนอแนะอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งเน้นให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นแผนพัฒนาของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์” นายเอ็นนูกล่าวย้ำ 

ทั้งนี้ ฐานข้อมูลงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ 20 จังหวัดยากจนที่สุด ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา