เศรษฐกิจ
“รศ.ดร.สุชาติ” จี้รัฐบาลทบทวนรูปแบบมาตรการก่อนต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส”
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
“รศ.ดร.สุชาติ” จี้รัฐบาลทบทวนรูปแบบมาตรการก่อนต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” แนะอย่าดูแค่เงินสะพัด แต่เฟสใหม่ต้องยกระดับ SME - ลดเงินรั่วไหล - ดึงธุรกิจเข้าระบบ
จากกรณีกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.ขยายระยะเวลามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายนไปขยายเวลาไปอีก 2 เดือนและยังคงรูปแบบเดิมนั้น รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ นักวิชากา ผู้มีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025 จัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการมีเหตุผลรองรับในภาวะที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ โดยเฉพาะเมื่อมาตรการที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ช่วยลดภาระประชาชนและสร้างสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลกำลังจะเดินหน้าโครงการต่อโดยใช้เงินสาธารณะอีกจำนวนมาก สิ่งที่ควรเกิดขึ้นพร้อมกับการ “ต่ออายุ” คือการ ทบทวนรูปแบบและกลไกของมาตรการ จากข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ควรมองเพียงว่าวงเงินยังเหลือเท่าไรและสามารถต่อโครงการออกไปได้อีกกี่เดือน
“ผมไม่ได้เสนอให้รัฐบาลหยุดไทยช่วยไทยพลัส หากสถานการณ์ค่าครองชีพยังมีความจำเป็นก็สามารถเดินหน้าต่อได้ แต่คำถามคือ เมื่อเรามีข้อมูลจากการดำเนินโครงการมาแล้ว ทำไมเราจึงจะต่ออายุด้วยรูปแบบเดิมทั้งหมด โดยไม่ประเมินว่า เงินของรัฐหนึ่งบาทสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงเท่าไร และมีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีก”
ชี้ยอดใช้จ่ายสูง ไม่ได้แปลว่า GDP เพิ่มเท่ากัน
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า การประเมินความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนผู้ใช้สิทธิหรือยอดเงินสะพัด เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ “มูลค่าธุรกรรม” กับ “มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน สิ่งที่รัฐบาลควรวิเคราะห์เพิ่มเติมคือ เงินที่รัฐใช้ไปทำให้เกิด การบริโภคใหม่จริง เท่าไร และเม็ดเงินดังกล่าวหมุนต่อไปสู่การสั่งซื้อสินค้า การผลิต การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานของประเทศมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะสะท้อน ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ ที่แท้จริงของมาตรการ
โดยเฉพาะมาตรการที่มีวงเงินและกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิ อาจทำให้เกิดแรงจูงใจให้ประชาชน “ใช้สิทธิให้ครบ” มากกว่าการบริโภคตามความจำเป็น ขณะที่หากระบบมีช่องว่างให้เกิดการแปลงสิทธิเป็นเงินสดหรือสร้างธุรกรรมที่ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายจริง ก็จะเกิด การรั่วไหลของเม็ดเงินจากเป้าหมายนโยบาย ทำให้เงินภาครัฐบางส่วนไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาในเฟสใหม่
เตือนช่วย SME ต้องไม่จบแค่ “ยอดขายเพิ่มชั่วคราว”
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการด้านการสร้างผู้ประกอบการ เห็นด้วยกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้เงินกระจายไปยังร้านค้ารายย่อย แต่โจทย์ระยะต่อไปควรก้าวไปไกลกว่าการเพิ่มยอดขายในช่วงที่มีมาตรการ รัฐบาลควรประเมินด้วยว่า หลังได้รับประโยชน์จากโครงการแล้ว ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ เช่น มีระบบบัญชีที่ดีขึ้น เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น มีประวัติธุรกรรมที่ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หรือสามารถพัฒนาสินค้าและขยายตลาดได้มากขึ้นหรือไม่ หากมาตรการสิ้นสุดแล้วผู้ประกอบการกลับไปอยู่ในสถานะเดิม นั่นหมายความว่ารัฐอาจประสบความสำเร็จในการ “ประคองยอดขาย” แต่ยังไม่ได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อ “สร้างความสามารถของผู้ประกอบการ” อย่างเต็มที่
ระวังแรงจูงใจผิด ยิ่งช่วยยิ่งทำให้ธุรกิจไม่อยากเข้าระบบ
อีกประเด็นที่ รศ.ดร.สุชาติ เห็นว่าควรให้ความสำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการภาครัฐกับ เศรษฐกิจนอกระบบ แม้นโยบายมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย แต่หากการกำหนดเงื่อนไขทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบได้รับประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจที่ลงทุนจัดทำบัญชี เสียภาษี มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้กลับถูกจำกัดบทบาท อาจทำให้เกิดแรงจูงใจที่ผิดทิศทางในระยะยาว
“เงินอุดหนุนของรัฐควรเป็นบันไดที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเดินจากเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่เศรษฐกิจในระบบ ไม่ใช่ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่าการอยู่นอกระบบได้ประโยชน์มากกว่าการเข้าสู่ระบบ หากแรงจูงใจดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจไม่เพียงกระทบต่อการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขยายฐานภาษีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยในระยะยาวด้วย”
อย่ามอง “ร้านเล็ก-Modern Trade” เป็นเกมที่ต้องมีฝ่ายแพ้
สำหรับข้อเสนอที่ให้จำกัดการใช้สิทธิเฉพาะร้านค้ารายย่อย รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า เข้าใจเหตุผลที่รัฐบาลต้องการให้เงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ควรพิจารณาโครงสร้างเศรษฐกิจในความเป็นจริงด้วยว่า ร้านค้ารายย่อย SME เกษตรกร และ Modern Trade ไม่ได้ดำรงอยู่แยกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจเดียวกัน Modern Trade ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายสินค้าให้ผู้บริโภค แต่ยังเป็นช่องทางเข้าถึงตลาด ของผู้ผลิตจำนวนมาก ตั้งแต่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน OTOP ไปจนถึง SME ไทย ดังนั้นคำถามเชิงนโยบายไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงว่า “จะให้ Modern Trade เข้าร่วมหรือไม่” แต่ควรถามว่า “จะใช้ระบบและช่องทางตลาดของ Modern Trade อย่างไร เพื่อทำให้เงินของรัฐไหลกลับไปถึงเกษตรกร SME และผู้ผลิตไทยได้มากขึ้น” การตัดช่องทางดังกล่าวออกทั้งหมดอาจทำให้ “จุดเชื่อม” ระหว่างผู้ผลิตรายย่อยกับผู้บริโภคขนาดใหญ่หายไป และทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการทั้งระบบได้เต็มที่
เสนอ “รูปแบบผสม” ร้านเล็กได้เต็มสิทธิ-Modern Trade เปิดบางส่วนเฉพาะสินค้าไทย
รศ.ดร.สุชาติ เสนอว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเปิดให้ Modern Trade เข้าร่วมทั้งหมดกับการไม่ให้เข้าร่วมเลย แต่สามารถออกแบบ รูปแบบผสม เพื่อรักษาเป้าหมายการช่วยเหลือรายย่อยควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ แนวทางหนึ่งคือ ยังคงให้ประชาชนใช้สิทธิกับร้านค้ารายย่อยได้เต็มวงเงินตามเป้าหมายเดิม ขณะเดียวกันเปิดให้ใช้สิทธิบางส่วนผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ โดยกำหนดเพดานและเงื่อนไขให้ใช้ได้เฉพาะ สินค้าเกษตรไทย OTOP วิสาหกิจชุมชน หรือสินค้า SME ไทยที่อยู่ในระบบ พร้อมเชื่อมธุรกรรมดังกล่าวเข้ากับ ระบบใบเสร็จและใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางของเม็ดเงินได้ชัดเจนขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส แนวทางดังกล่าวจะทำให้ Modern Trade ไม่ได้เข้ามาแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งเงินจากร้านค้ารายย่อย แต่ทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าและช่องทางตลาด เชื่อมสินค้าและผู้ผลิตรายย่อยเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ร้านค้าชุมชนยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายรายได้สู่ฐานรากเช่นเดิม
ฝากรัฐบาลตอบ 4 คำถาม ก่อนใช้เงินเฟสใหม่
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า ก่อนรัฐบาลนำเงินอีกก้อนเข้าสู่มาตรการ ควรนำฐานข้อมูลจากโครงการที่มีอยู่มาประเมินอย่างจริงจังอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ หนึ่ง เงินรัฐ 1 บาทสร้างการบริโภคใหม่จริงเท่าไร สอง เม็ดเงินดังกล่าวหมุนต่อในเศรษฐกิจไทยกี่ทอด สาม ผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นหรือเพียงมียอดขายเพิ่มขึ้นชั่วคราว และ สี่ มาตรการสามารถใช้เป็นแรงจูงใจดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีได้มากขึ้นหรือไม่
“การต่ออายุโครงการไม่ควรหมายถึงเพียงการต่อเวลา หากรัฐบาลมีข้อมูลธุรกรรมจากประชาชนและร้านค้าจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว เฟสใหม่ควรดีกว่าเดิมและใช้ข้อมูลได้มากกว่าเดิม เราไม่ควรถามเพียงว่าเงินเหลือเท่าไรและใช้ต่อได้อีกกี่เดือน แต่ควรถามว่าเงินที่เหลือจะกำหนดรูปแบบมาตรการอย่างไรให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม”
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลสามารถพัฒนา “ไทยช่วยไทยพลัส” จากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ไปสู่เครื่องมือที่ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ เชื่อม SME และเกษตรกรเข้าสู่ตลาด สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบ และทำให้เม็ดเงินหมุนต่อไปถึงภาคการผลิตและการจ้างงานได้ เงินภาครัฐก้อนเดียวกันก็จะไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในวันนี้ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ กระตุ้นการผลิตและการจ้างงาน และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
“นี่คือโอกาสที่จะทำให้คำว่า ‘ไทยช่วยไทย’ ไม่ได้หมายถึงเพียงรัฐช่วยประชาชนจ่าย แต่หมายถึงการทำให้คนไทย ธุรกิจไทย และระบบเศรษฐกิจไทยช่วยส่งต่อประโยชน์ถึงกันได้ทั้งระบบ”
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่








