วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.
รฟม.เผยรถไฟ้า 3สาย คืบหน้าตามแผนเปิดได้ตามกำหนด

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยถึงแผนการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้า 3 สายได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันออก สายสีส้ม ช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี/สุวินทวงศ์) ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปลายปี 2570 จากนั้นจะเร่งเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันตก ส่วนตะวันตก (ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) ภายในปี 2573 ขณะเดียวกัน สายรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ รฟม. กำลังเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลา เพื่อพิจารณาหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมและมีความคุ้มค่าสูงสุด ก่อนเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“ความคืบหน้าการเร่งซ่อมผนังอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ คาดคืนพื้นที่ผิวจราจรตากสิน-สามแยกโยธาภายในปี 2570 พร้อมเล็งปรับแผนทยอยเปิดให้บริการเฟสแรก ช่วงเตาปูน-หอสมุดแห่งชาติ ปี 2572 ก่อนเปิดตลอดสายในปี 2573 โดยรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานซ่อมแซมผนังอุโมงค์ที่ได้รับความเสียหาย โดยทีมช่างกำลังดำเนินการทำกำแพงกันดินและซ่อมแซมโครงสร้างอุโมงค์อย่างเร่งด่วน โดยอยู่ระหว่างการดำเนินงานด้านล่างอุโมงค์เพื่อซ่อมแซมให้มีความแข็งแรงถาวร ซึ่งการทำงานในส่วนนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านบนแล้ว อย่างไรก็ตาม บนพื้นผิวยังคงมีเครื่องจักรสำหรับการอัดฉีดปูน (Grouting) ทำการอยู่ คาดว่าภายใน 2-3 เดือนนับจากนี้ จะสามารถคืนพื้นที่ผิวจราจรด้านบนได้ทั้งหมด แล้วจึงย้ายไปเน้นการทำงานภายในอุโมงค์ด้านล่างเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ภาพรวมงานโยธาของรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ยืนยันว่ายังคงยึดตามแผนเดิม โดยมีกำหนดงานโยธาแล้วเสร็จ
ประมาณต.ค.2570 ” นายกาจผจญ กล่าว
นอกจากนี้ รฟม. ยังพร้อมขานรับนโยบายรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถเปิดใช้อย่างเป็นทางการได้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2568 ควบคู่ไปกับการเตรียมรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง จากกรุงเทพมหานครและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อนำมาบริหารจัดการและกำกับดูแลภายใต้หน่วยงานเดียว (Single Operator/Authority) ซึ่งจะช่วยรวมการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนทางรางให้เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการประชาชน