วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 06:39 น.

การศึกษา

"อาจารย์สันติศึกษามจร" แนะนำมรรคในอริยสัจโมเดลแก้ขัดแย้งความคิด"ใหม่-เก่า"

วันอังคาร ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.57 น.

เมื่อวันอังคารที่ 6 กันยายน 2565 พระปราโมทย์ วาทโกวิโท,ดร.อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหานจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เลขานุการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน  มจร เปิดเผยว่า  ได้ให้การสัมภาษณ์งานวิจัยเรื่อง “แนวทางสันติประชาธรรมท่ามกลางยุคสมัยแห่งความขัดแย้งทางความคิดเก่าความคิดใหม่ไปสู่การปฏิบัติ” สัมภาษณ์ ณ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร ซึ่งเป็นงานวิจัยของนายกิตติพงษ์ โคตรจันทึก อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเป็นส่วนหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนางานวิจัยของวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี ถือว่าเป็นงานวิจัยที่ทรงคุณค่าในการสร้างพุทธนวัตกรรม พร้อมถือโอกาสเยี่ยมชมศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน มจร เป็นศูนย์ป้องกันแก้ไขเยียวยาความขัดแย้งในระดับมหาวิทยาลัย  

โดยมองสาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดการปะทะกันทางความคิดเก่าและความคิดใหม่ ซึ่งสาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันภายใต้คำว่า "ตาบอดคลำช้าง" มีสาเหตุมาจากรับข้อมูลคนละชุดเป็นเอกังสวาที มีค่านิยมที่มีความแตกต่างกัน ระบบโครงสร้างที่ใช้อำนาจเหนือมากกว่าการใช้อำนาจร่วมมีการกดทับ เรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวหรือมุ่งกินรวบ และความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเพราะต่างคนต่างมองแตกต่างกันโดยสาเหตุดังกล่าวนำไปสู่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ “รุ่นเก่าไม่มีอนาคตแต่มีเรื่องราว ส่วน รุ่นใหม่มีอนาคตแต่ขาดเรื่องราว” รุ่นเก่าพยายามรักษาฐานอำนาจของตนเองไว้ ทำอย่างไรก็ได้ที่สามารถรักษาฐานอำนาจไว้ยาวนานที่สุดโดยไม่ปรับตัวให้ทันยุคสมัย 

ส่วนคนรุ่นใหม่พยายามสื่อสารเพื่อเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้สอดรับยุคที่มีความผันผวน ซับซ้อน คลุมเครือ ไม่แน่นอน ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองคือ การมองคนละมุมมีข้อมูลคนละชุด แต่ไม่มีเวทีพื้นที่ที่ปลอดภัยในการสื่อสารกันอย่างเข้าใจ จึงนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างความคิดเก่าคือคนรุ่นเก่ากับความคิดใหม่คือคนรุ่นใหม่ ถือว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่งในสังคมไทย ปัจจัยที่เกิดความขัดแย้งเพราะไม่มีโอกาสไม่มีพื้นที่ในการสันติสนทนาอย่างลึกซึ้ง ไม่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายที่อยู่ภูเขาน้ำแข็ง แต่มุ่งจัดการกันเพราะความเห็นต่าง เพราะแท้จริงแล้วความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ดีจะได้นำไปสู่การพัฒนา แต่ขัดแย้งอย่างไรจะไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง   

การศึกษาการนำหลักการสันติประชาธรรมไปเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติเพื่อขจัดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างความคิดเก่ากับความคิดใหม่ ซึ่งนับว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเพราะไม่มีเวทีพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารอย่างเข้าใจ ซึ่งการจะลดความขัดแย้งลงระหว่างความคิดเก่ากับความคิดใหม่จะต้องมองตามกรอบของอริยสัจโมเดลว่า “อะไรคือประเด็นปัญหา  อะไรคือสาเหตุของปัญหา อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริง และอะไรคือวิธีการเครื่องมือที่นำไปสู่การลดความขัดแย้งระหว่างความคิดเก่ากับความคิดใหม่” 

โดยเดินตาม “มรรค” ในอริยสัจโมเดลในประเด็นนี้จะต้อง 1)สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย 2)จัดเวทีสันติสนทนาเพื่อหาทางออกร่วมกัน 3)รับฟังกันอย่างลึกซึ้งฟังด้วยหัวใจ 4)เคารพให้เกียรติในความแตกต่าง 5)กระทบธรรมแต่ไม่กระทบคนมองอนาคตร่วมกัน แต่ถ้ามองมิติของความขัดแย้งทางการเมืองไทยวิธีการแก้จะต้อง “เขียนกติการ่วมกันโดยทุกฝ่ายพึงพอใจ ใช้กติกาอย่างยุติธรรมเท่าเทียมเสมอภาค เคารพกติกาอย่างจริงจัง หมายถึงรัฐธรรมนูญ” จะเป็นจุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย 

จึงมองว่าการนำหลักสันติประชาธรรมหมายถึงหลักพุทธสันติวิธี ซึ่งเป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น อริยสัจ 4 ภาวนา 4 พรหมวิหาร 4 สาราณียธรรม 6 อปริหานิยธรรม 7 สัปปุริสสธรรม 7 สัปปายะ 7 เป็นต้น ถ้านำไปปฏิบัติจะสามารถลดความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี เช่น หลักปธาน 4 ในทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย “วิธีการป้องกันความขัดแย้ง  วิธีการแก้ไขความขัดแย้ง วิธีการเยียวยาเมื่อเกิดความขัดแย้ง และวิธีการสร้างสันติภาพรักษาสันติภาพให้เกิดความยั่งยืน” แต่การนิยามหลักสันติประชาธรรมอาจจะนิยามเพียงแค่สันติวิธี ซึ่งเป็นวิธีการบริหารความขัดแย้งแบบตะวันตก เช่น การเจรจา การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การเสวนาหาทางออก การสร้างการมีส่วนร่วม เป็นต้น แต่ถ้าจะบูรณาการจะต้องนิยามหลักสันติประชาธรรมเป็นพุทธสันติวิธี โดยเป็นการนำศาสตร์สมัยใหม่มาบูรณาการกับพระพุทธศาสนาที่เรารู้จักกันคือ “ปรับศาสตร์เข้าหาพระพุทธศาสนา” โดยนำพระพุทธศาสนาเป็นตัวตั้งและนำศาสตร์สมัยใหม่มาสนับสนุนเป็นพุทธนวัตกรรม    

การนำหลักสันติประชาธรรมมาใช้จึงขอนำเสนอวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในทางป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเมืองที่เป็นความคิดเก่ากับความคิดใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีการยกระดับการฝึกอบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 เป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมจัดมาแล้ว 8 รุ่น ปัจจุบันจะจัดขึ้นระหว่าง 24-28 ตุลาคม 2565 เป็นรุ่นที่ 9 สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามกฎหมายได้เลย โดยมีการบูรณาการหลักการไกล่เกลี่ยเชิงพุทธสันติวิธีเข้าไปด้วยตามแนวทางบันได 9 ขั้น  

ปัญหาและอุปสรรคในการนำหลักสันติประชาธรรมไปสู่การปฏิบัติเพื่อลดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างความคิดเก่ากับความคิดใหม่ ในมุมมองคิดว่าสามารถนำหลักสันติประชาธรรมไปใช้งานได้ เช่น หลักสูตรสันติศึกษา มจร เปิดหลักสูตรระดับปริญญาโท เอก เปิดหลักสูตรระยะสั้นเพื่อตอบโจทย์สังคม เช่น หลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หลักสูตรวิทยากรต้นแบบสันติภาพ หลักสูตรโค้ชสติ หลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ได้เลยแบบใบไม้กำมือเดียว ไม่ใช่ใบไม้ทั้งป่า รวมถึงสถาบันพระปกเกล้ามีหลักสูตรเกี่ยวสันติวิธี เช่น หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข เรียนรู้เรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง อำนาจ เครื่องมือ เข้าใจความแตกต่างในสังคมไทย รวมถึงกระบวนการสร้างสังคมสันติสุขในมิติต่างๆ โดย มจรมีความร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม  กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึง สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีความร่วมมือทางวิชาการขับเคลื่อนสังคมสันติสุข   

หน้าแรก » การศึกษา