วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 01:24 น.

การศึกษา

เปิดโรดแมปปฏิรูปคณะสงฆ์ไทย ถอดบทเรียน 10 กระบวนทัศน์ใหม่ ชี้ปี 2568–2569 จุดเปลี่ยนชี้ชะตาพุทธศาสนา

วันจันทร์ ที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.53 น.

รายงานการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เรื่อง “การปฏิรูปคณะสงฆ์ไทยสู่ความยั่งยืนภายใต้กรอบ 10 กระบวนทัศน์ใหม่” ได้เผยแพร่ออกมา ท่ามกลางบริบทที่ผู้วิจัยระบุชัดว่า ช่วงปี พ.ศ. 2568–2569 คือ “จุดเปลี่ยนผ่าน (Tipping Point)” ของสถาบันสงฆ์ไทย ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งวิกฤตศรัทธา การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ศาสนาในเวทีโลก

รายงานดังกล่าวประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด “10 กระบวนทัศน์ (10 Paradigms)” ของ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ เพื่อวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง และเสนอ “โรดแมปการเปลี่ยนผ่าน” จากระบบคณะสงฆ์แบบจารีตนิยม สู่การเป็น “สถาบันแห่งปัญญา (Wisdom Institution)” ที่สอดรับโลกศตวรรษที่ 21

วิกฤตศรัทธา–ดิจิทัลดิสรัปชัน เขย่าผ้าเหลือง

รายงานชี้ว่า วิกฤตของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน มิได้เกิดจากภัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก โครงสร้างภายในที่รวมศูนย์ อ่อนแอ และขาดธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการบริหารทรัพย์สินวัดภายใต้กรอบ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งถูกออกแบบมาในยุคเผด็จการทหาร

ข่าวอื้อฉาวต่อเนื่อง ทั้งกรณีทุจริตเงินวัด พฤติกรรมผิดพระธรรมวินัย และคดีที่เกี่ยวข้องกับพระผู้ใหญ่ ได้กัดเซาะศรัทธาสาธารณชนอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน โลกดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ “ความลับไม่มีอีกต่อไป” ความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนระดับประเทศได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

10 กระบวนทัศน์ใหม่: รื้อฐานคิดคณะสงฆ์ไทย

หัวใจของรายงานคือการเสนอให้คณะสงฆ์ไทย “เปลี่ยนฐานคิด” ใน 10 มิติสำคัญ อาทิ

จาก อำนาจรวมศูนย์ สู่ การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม

จาก ศรัทธานำปัญญา สู่ ปัญญานำศรัทธา

จาก พุทธพาณิชย์ สู่ การจัดการทรัพย์สินอย่างยั่งยืน

จาก ท้องถิ่น สู่ ผู้นำ Soft Power ทางพุทธศาสนาในเวทีโลก

เป้าหมายสำคัญคือการทำให้วัดและพระสงฆ์กลับมาเป็น “พื้นที่แห่งการพัฒนาคน” มากกว่าการสะสมถาวรวัตถุหรือพิธีกรรมเชิงพาณิชย์

ชงโมเดลใหม่ “สังฆสภา–สังฆมนตรี” แยกอำนาจตรวจสอบ

ในมิติการปกครอง รายงานเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยโมเดล
“สังฆสภา–สังฆมนตรี–ศาลสงฆ์”
เพื่อแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการออกจากกัน ลดปัญหาการช่วยเหลือพวกพ้อง และเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ คฤหัสถ์และภาคประชาสังคม เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลวัด โดยเฉพาะด้านการเงินและทรัพย์สิน เพื่อสร้างความโปร่งใสและฟื้นความเชื่อมั่น

เศรษฐศาสตร์พุทธศาสนา: เงินบุญกว่าแสนล้านต้องโปร่งใส

รายงานอ้างข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า เงินทำบุญหมุนเวียนในระบบวัดไทยสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี แต่ส่วนใหญ่อยู่นอกระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

การแยกบัญชี “ส่วนตัวพระ–บัญชีวัด” อย่างเด็ดขาด

การจัดตั้งระบบ Digital Asset Platform และ e-Donation

การพัฒนาฐานข้อมูลทรัพย์สินวัดระดับชาติ เพื่อปิดช่องทุจริตและฟอกเงิน

พร้อมยกกรณีศึกษา “วัดบันดาลใจ” ที่ปรับพื้นที่จากเชิงพาณิชย์สู่พื้นที่ปฏิบัติธรรม เป็นโมเดลวัดยุคใหม่

ปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ สร้าง “พระนักจิตรักษา–นักพัฒนา”

ในมิติการศึกษา รายงานวิจารณ์ระบบนักธรรม–บาลีที่ยังเน้นท่องจำและไม่ตอบโจทย์สังคมสมัยใหม่ พร้อมเสนอการยกระดับหลักสูตรสู่

พระสงฆ์นักจิตรักษา (Buddhist Psychotherapist)

พระนักพัฒนาและนักสังคมสงเคราะห์

การบูรณาการจิตวิทยา สังคมศาสตร์ ภาษา และทักษะดิจิทัล

เพื่อให้พระสงฆ์สามารถทำหน้าที่ “ผู้เยียวยาทางใจ” และผู้นำทางปัญญาได้จริง

ดิจิทัลธรรมะ–Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

รายงานยังชี้ว่า ไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น World Buddhist Hub หากสามารถผนึกพลังเทคโนโลยี เช่น AI, แอปสติ, พระไตรปิฎกดิจิทัล และการส่งออกหลักสูตร Mindfulness สู่ตลาด Wellness โลก ควบคู่กับบทบาทการทูตทางศาสนา

บทสรุป: ปฏิรูปไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น

รายงานสรุปอย่างชัดเจนว่า การปฏิรูปคณะสงฆ์ไทยไม่ใช่เรื่องศรัทธาอย่างเดียว แต่เป็นวาระแห่งความอยู่รอดของสถาบันหลักของชาติ หากยังยึดติดกับโครงสร้างศักดินาและพุทธพาณิชย์ ศรัทธาจะยิ่งถดถอย

แต่หากการเปลี่ยนผ่านภายใต้ 10 กระบวนทัศน์นี้เกิดขึ้นได้จริง ไทยอาจไม่เพียงกู้คืนศรัทธาภายในประเทศ หากยังยกระดับตนเองสู่การเป็น “Wisdom Nation” และผู้นำทางจิตวิญญาณในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

หน้าแรก » การศึกษา