วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569 16:23 น.

การศึกษา

บทเรียนจาก “มหาวิทยาลัยนาลันทา” สู่โจทย์ท้าทายมหาวิทยาลัยพุทธยุค AI

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.28 น.

บทเรียนจาก “มหาวิทยาลัยนาลันทา” สู่โจทย์ท้าทายมหาวิทยาลัยพุทธยุค AI  นักวิชาการชี้ 5 ปัจจัยเสื่อมสลาย เตือนสถาบันสงฆ์ไทยเร่งปรับกระบวนทัศน์ก่อนถูกเทคโนโลยีกลืน 

การก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงข่ายประสาทเทียมขั้นสูง กำลังเขย่าโครงสร้างสถาบันการศึกษาทั่วโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และคำถามเชิงภววิทยาเกี่ยวกับการรักษา “แก่นธรรม” ท่ามกลางกระแสทุนนิยมข้อมูล

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์  ศาสตราจารย์ ดร. พระเมธีวัชรบัณฑิต (หรรษา ธมฺมหาโส) ได้นำเสนอข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ โดยย้อนบทเรียนการล่มสลายของ มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์ยิ่งใหญ่แห่งอินเดียโบราณ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในยุคดิจิทัล

นาลันทา: จากศูนย์กลางภูมิปัญญาโลกสู่เถ้าถ่านประวัติศาสตร์

นาลันทาก่อตั้งราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ในแคว้นมคธ ปัจจุบันอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติ มีนักศึกษาจากจีน ทิเบต และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบการคัดเลือกเข้มงวด และหลักสูตรครอบคลุมทั้งพุทธปรัชญาและศาสตร์ทางโลก

อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองเกือบพันปีต้องสิ้นสุดลงจากการรุกรานของกองทัพเติร์กในปลายศตวรรษที่ 12 นำโดย มูฮัมหมัด บักติยาร์ ขิลจิ ซึ่งทำลายอาคารและเผาหอสมุดสำคัญจนสูญเสียคัมภีร์จำนวนมหาศาล

แต่การล่มสลายไม่ได้เกิดจากภัยภายนอกเพียงอย่างเดียว รายงานวิจัยได้วิเคราะห์ “5 ปัจจัยเสื่อม” ที่ก่อตัวภายในสถาบันเอง ได้แก่

ภัยคุกคามภายนอก
การหนีรากเหง้าคำสอนดั้งเดิม
การมุ่งปริยัติละเลยปฏิบัติ
การถูกกลืนกลายโดยอิทธิพลภายนอก
การแปลกแยกจากชุมชน

นักวิชาการชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้สามารถเทียบเคียงกับความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยพุทธในยุค AI ได้อย่างชัดเจน

จากการเผาหอสมุด สู่ Digital Disruption

ในอดีต หอสมุด “รัตนทธิ” ถูกเผาทำลาย แต่ในปัจจุบัน ภัยคุกคามมาในรูปแบบ “Digital Disruption” และการสั่นคลอนอำนาจผูกขาดความรู้ เมื่อระบบ AI สามารถสืบค้น วิเคราะห์ และอธิบายพระไตรปิฎกได้รวดเร็วเหนือมนุษย์

นักวิจัยชี้ว่า หากมหาวิทยาลัยสงฆ์ยังแข่งขันเพียงด้านการถ่ายทอดเนื้อหาปริยัติ บทบาทดังกล่าวอาจถูกแทนที่ด้วยอัลกอริทึม ขณะที่สิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ คือ “เจตนา สติ และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ”

คำตอบจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาระยะที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) มุ่งบูรณาการ “พุทธนวัตกรรม” กับ AI และยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากร

หนึ่งในโครงการสำคัญคือหลักสูตร “สตินวัตกรรมและสันติศึกษา” ที่มุ่งสร้าง “วิศวกรสันติภาพ” โดยใช้กรอบ “ภาวนา 4” ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา พร้อมกำหนดให้ผู้เรียนผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง เพื่อให้การศึกษาไม่หยุดอยู่ที่การรู้ แต่ลงลึกถึงการเป็น

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา AI เพื่อสวัสดิการสังคม เช่น แชตบอทส่งเสริมสุขภาพใจ และนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ ภายใต้กรอบเมตตากรุณา

ยุทธศาสตร์ใหม่: มรรคมีองค์แปดกับจริยศาสตร์ AI

รายงานเสนอว่า มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาควรบูรณาการ “มรรคมีองค์แปด” เป็นกรอบจริยศาสตร์ AI เช่น

ใช้สัมมาทิฏฐิ วิเคราะห์อคติในข้อมูล
ใช้สัมมาสังกัปปะ ออกแบบเทคโนโลยีเพื่อลดทุกข์
ใช้สัมมาวาจา รับมือข้อมูลเท็จและสื่อสังเคราะห์

พร้อมทั้งปรับบทบาทจาก “ศูนย์ถ่ายทอดความรู้” สู่ “ชุมชนบ่มเพาะจิตวิญญาณ” และลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อปกป้องทรัพยากรทางธรรมะในโลกดิจิทัล

บทสรุป

บทเรียนของนาลันทาชี้ว่า สถาบันใดละเลยรากเหง้า แปลกแยกจากชุมชน และไม่ปรับตัวต่อบริบทใหม่ ย่อมเผชิญชะตากรรมแห่งความล้าสมัย

ในยุคที่ AI ท้าทายทั้งความรู้และอัตลักษณ์ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาอาจต้องตั้งคำถามสำคัญว่า จะเป็นเพียงผู้ตามเทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้กำหนดทิศทางจริยธรรมของเทคโนโลยีนั้นเอง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ของนาลันทากลายเป็นภาพสะท้อนซ้ำรอยในศตวรรษที่ 21.
 

หน้าแรก » การศึกษา