วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 17:40 น.

การศึกษา

สอวช. กางแผน “Siam Silica Framework” ปั้นทัพกำลังคนเซมิคอนดักเตอร์ ดันสัดส่วนการส่งออกไทยสู่ 8% ของอาเซียน ชิง High Value Added ปักหมุด “New Hope” เศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569    ศ. ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงการจัดทำ “Siam Silica Framework” ว่า กรอบดังกล่าวมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย หลังจาก สอวช. ศึกษาและวิเคราะห์โอกาสของประเทศในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าเซมิคอนดักเตอร์มีห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจะพัฒนาทุกส่วนพร้อมกันจึงเป็นไปได้ยากและต้องใช้ต้นทุนสูง ไทยจึงจำเป็นต้องเลือกจุดที่มีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด

ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีโอกาสเติบโตได้ ประกอบด้วย IC Design, Sensor/Photonics Devices และ Power Devices ขณะที่ Advanced Packaging เป็นอีกส่วนที่ไทยมีฐานความเข้มแข็งอยู่แล้ว ประกอบกับไทยมี Supply Chain ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ ทั้งการเป็นฐานประกอบชิ้นส่วนแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และการประกอบชิ้นส่วนเข้ากับแผงวงจรผ่านกระบวนการ System Integration ที่แข็งแกร่ง จึงมีโอกาสต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในห่วงโซ่คุณค่าโลกอาเซียนมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลกประมาณ 20% ขณะที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกเพียง 1.37% อีกทั้งไทยยังพึ่งพามูลค่าเพิ่มจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ดังนั้นหากต้องการยกระดับสถานะของไทยให้สูงขึ้น จำเป็นต้องเพิ่ม Value Added ในห่วงโซ่คุณค่า โดยมีเป้าหมายผลักดันบทบาทของไทยในภูมิภาคไปสู่ระดับประมาณ 8%

“Siam Silica Framework เลือกกำลังคนเป็นประเด็นหลักในการพัฒนา เนื่องจากปัญหาขาดแคลนบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลก และหนึ่งในคำถามของบริษัทเทคโนโลยีก่อนตัดสินใจลงทุนในแต่ละประเทศ คือมีบุคลากรเพียงพอหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งพัฒนากำลังคนตลอดSupply Chain ก่อน ถ้าเรามีคน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็จะตามมา บริษัทก็จะตามมา และระบบนิเวศก็จะเกิดขึ้น” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว 

ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า สอวช. นำเป้าหมายการลงทุนของประเทศมาเชื่อมกับแผนกำลังคนในลักษณะ Mission-oriented Target โดยหากประเทศไทยต้องการสร้างให้มีบริษัทด้าน IC Design หรือ Startup 8 แห่ง โรงงาน Fabrication 1แห่ง และ Advanced Packaging 2 แห่ง จากการวิเคราะห์พบว่าจะต้องเตรียมช่างเทคนิค(Technician) ที่จบการศึกษาระดับ ปวส. หรืออนุปริญญา ประมาณ 1,330 คน กลุ่มแรงงานทักษะสูง (High-skilled Workforce) ระดับปริญญาตรีประมาณ 553 คน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง วิศวกรอาวุโส (Researchers/Specialist/Senior Engineer) ประมาณ 950 คน รวมถึงอาจารย์และวิศวกรหลัก (Mentor/Principal Engineer) อีกประมาณ 152 คน เพื่อกระจายศักยภาพการผลิตบุคลากรให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในห่วงโซ่คุณค่า โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายเฉพาะที่เชื่อมกับการเกิดและยกระดับธุรกิจตามแผน และสามารถขยายเพิ่มได้ตามการลงทุนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.สุรินทร์ ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมีฐานบุคลากรด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับในภูมิภาค โดยปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาที่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ประมาณ 22,000คนต่อปี และระดับปริญญาโท-เอกประมาณ 1,800คนต่อปี ขณะที่ความต้องการกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภาพรวมอาจสูงถึงประมาณ 100,000 คน และบุคลากรด้านวิจัยและกำลังคนขั้นสูงอีกประมาณ 30,000 คนในช่วง 5 ปี

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือไม่ใช่แค่เพียงการเพิ่มจำนวนคน แต่ต้องปรับระบบการผลิตกำลังคนให้มีทักษะตรงกับเทคโนโลยีและตำแหน่งงานที่ประเทศต้องการ เพราะที่ผ่านมาแม้มหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตและผู้เรียนสามารถมีงานทำ แต่หน่วยผลิตกำลังคนอาจยังมองไม่เห็นความต้องการที่แท้จริงของอุตสาหกรรมในรายสาขาอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมขาดคนตำแหน่งใด ต้องการทักษะอะไร และต้องการจำนวนเท่าใด

สอวช. จึงวางระบบเชื่อมความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการผลิตบัณฑิตของระบบอุดมศึกษา พร้อมออกแบบ “หลักสูตรกลางด้านเซมิคอนดักเตอร์” เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตกำลังคน และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ โดยบางสาขาสามารถต่อยอดจากฐานเดิม เช่น Advanced Packaging และ IC Design ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง Photonics จำเป็นต้องออกแบบรายละเอียดทักษะและหลักสูตรเพิ่มเติมให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ “Photonics” หรือเทคโนโลยีชิปแสง ซึ่งกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI โดยไทยมีองค์ประกอบหลายส่วนของ Supply Chain อยู่แล้ว แต่ยังขาด Fabrication ในเทคโนโลยีบางประเภท จึงเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศ แทนการเข้าแข่งขันในทุกเทคโนโลยีกับประเทศที่มีความแข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว
ศ. ดร.สุรินทร์ ระบุว่า ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การดึงผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุนมีความสำคัญ เพราะเมื่อบริษัทหลักเข้ามา Supply Chain และธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะมีโอกาสเคลื่อนตามเข้ามา เหมือนกรณีประเทศญี่ปุ่นที่ดึงการลงทุน Fabrication ของผู้ผลิตระดับโลกและนำไปสู่การขยายตัวของ Supply Chain รอบพื้นที่ลงทุน อย่างไรก็ตาม โรงงาน Fabrication ต้องใช้เงินลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ การใช้มาตรการดึงดูดการลงทุนจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทยด้วย

“การขับเคลื่อน Siam Silica จะไม่หยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิต แต่จะต่อยอดจากกำลังคนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาคน เช่น การจัดตั้ง National Training Center ก่อนขยายไปสู่การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย กลไกสนับสนุนงานวิจัย ขณะเดียวกันฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องทำงานควบคู่กันในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) สนับสนุน Startup และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครบวงจร” ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว 

สำหรับข้อเสนอกลไกการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ มีแนวทางดำเนินงานแบ่งเป็น กลไกที่มีอยู่และสามารถใช้ต่อได้ กลไกเดิมที่ต้องขยายผล และกลไกใหม่ที่ต้องสร้างขึ้น พร้อมกำหนดบทบาทของหน่วยงานด้านนโยบาย การศึกษา การวิจัย การให้ทุน Startup และการส่งเสริมการลงทุนให้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยหลังจากสอวช. ได้นำเสนอแผนการดำเนินการดังกล่าวต่อคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. (กอวช.) แล้ว จะมีการเชื่อมต่อไปยังกลไกนโยบายและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนากำลังคน การลงทุน และการสร้างเศรษฐกิจใหม่เดินไปพร้อมกัน

ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นสำคัญไม่ใช่การรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ แต่คือการทำให้ทุกหน่วยงานมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน จากนั้นใช้กลไกที่มีอยู่เดินหน้า ขยายสิ่งที่ทำได้ดี และสร้างกลไกใหม่เพื่อปิดช่องว่างที่ยังขาด โดย Siam Silica ผ่านการศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป้าหมายมีความชัดเจน จะทำให้มหาวิทยาลัยรู้ว่าควรปรับหลักสูตรและผลิตคนอย่างไร นักวิจัยเห็นโจทย์ที่ประเทศต้องการ หน่วยงานให้ทุนสามารถกำหนดทิศทางการสนับสนุน และภาคเอกชนเห็นความพร้อมในการลงทุน

“กรอบการพัฒนากำลังคนผ่าน Siam Silica ทำให้มองเห็นแสงสว่างในการก้าวต่อไป เรียกได้ว่าเป็น New Hope ในการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเลยก็ว่าได้” ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย
 

หน้าแรก » การศึกษา