การศึกษา
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ชี้ งาน “พุทธทาส” สืบสายสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ย้ำ “ฉันทะ–ปราโมทย์–ไม่ประมาท” หัวใจการเดินหน้าพุทธศาสนา พร้อมชวนใช้ AI สืบค้นธรรมอย่างถูกต้อง
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เฟซบุ๊ก Bunchar Pongpanich ได้เผยแพร่ภาพและข้อความบันทึกการเข้าถวายรายงาน ขอคำชี้แนะ และรับพรธรรมจาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ สหปฏิบัติฯ เขื่อนกระเสียว ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการสืบสานงานพระพุทธศาสนา งานจดหมายเหตุของพุทธทาส และแนวทางเผยแผ่ธรรมให้เข้าถึง “ระดับปัญญา” มากยิ่งขึ้น
ในบันทึกดังกล่าว มีการกล่าวถึงแนวคิดสำคัญว่า งานของท่านพุทธทาส อินทปัญโญ มีรากฐานสืบเนื่องมาจากงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ทรงอนุโมทนาในงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงานของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ที่พยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาเข้ากับระบบเทคโนโลยีและ AI เพื่อให้การค้นคว้าข้อมูลมีความถูกต้องและแม่นยำ
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการสานต่องานเพื่อการเรียนรู้สู่ “ธรรมวาที” การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพระบาลี–สันสกฤต ตลอดจนการขยายงานพระพุทธศาสนาไปสู่แนวคิดเรื่อง “องค์กรรมณีย์” และ “มนุษยรมณีย์” ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการย้ำว่า การพัฒนางานทางพระพุทธศาสนาในที่สุดต้องกลับมาสู่การสร้างสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อความงอกงามของมนุษย์
จาก “กรุงเทพมหานคร” สู่แนวคิด “มนุษยรมณีย์”
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือการหยิบคำว่า “รมณีย์” มาพิจารณาในความหมายที่กว้างกว่าความสวยงามภายนอก โดยเชื่อมโยงกับพระนามกรุงเทพมหานครที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนา และชี้ให้เห็นนัยของคำว่า “รมณีย์” ซึ่งสัมพันธ์กับความรื่นรมย์ น่าอยู่ และความดีงาม
แนวคิดดังกล่าวถูกขยายไปสู่เรื่อง “มนุษยรมณีย์” คือการร่วมกันสร้างสังคมและบ้านเมืองให้เป็นพื้นที่ที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันอย่างดี มีความเกื้อกูล มีปัญญา และมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม
ในโอกาสเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงวาระสำคัญที่กำลังจะมาถึง คือการจัดงานรำลึก 120 ปีหลวงพ่อพุทธทาส และวาระครบรอบ 15 ปี หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ กรุงเทพฯ โดยเน้นว่าเวลาที่ผ่านไปไม่ควรเป็นเพียงการนับจำนวนปี แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่องค์ความรู้และคุณประโยชน์จากงานดังกล่าวงอกงามและขยายออกไปสู่สังคม
จาก “นวโกวาท” ถึงธรรมระดับปัญญา
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ทรงย้อนถึงประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยกล่าวถึงพระราชดำริในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงห่วงใยสภาพการเผยแผ่ธรรมในหัวเมือง จากการพบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้จักเรื่องราวในลักษณะนิทานและชาดก แต่ยังเข้าถึงหลักธรรมที่เป็นแก่นได้ไม่มากนัก
ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การจัดทำหนังสือ “นวโกวาท” ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาและเผยแผ่พระธรรม
ต่อมา การแสดงธรรมในสังคมไทยพัฒนาไปหลายรูปแบบ ทั้งการเทศน์สองธรรมาสน์และการเทศน์ที่เน้นความสนุกสนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ ได้พยายามนำการแสดงธรรมไปสู่การอธิบาย วิเคราะห์ และค้นหา “เนื้อแท้” ของหลักธรรม โดยยกระดับการศึกษาธรรมะไปสู่ ระดับปัญญา หรือระดับวิปัสสนา
โดยเฉพาะการนำเรื่อง อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ สุญญตา และตถตา มาอธิบายให้ประชาชนได้ศึกษาอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้ธรรมะที่มีความลึกซึ้งได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้น
“ปฏิจจสมุปบาท” ธรรมระดับปัญญาที่ต้องทำความเข้าใจ
ในบันทึกมีการเน้นถึงความสำคัญของ ปฏิจจสมุปบาท ในฐานะหลักธรรมที่ช่วยให้เห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของสภาวธรรม โดยเชื่อมโยงกับอิทัปปัจจยตาและไตรลักษณ์
การมองในลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นไปตามเหตุและปัจจัย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงและดับไป ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยปราศจากเหตุปัจจัยอย่างถาวร
แนวทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเจริญวิปัสสนา เพราะการพิจารณาจิตและชีวิตไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสังเกตสภาวะภายใน แต่ต้องเห็นความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยที่ทำให้ชีวิตและประสบการณ์ต่าง ๆ ดำเนินไป
จึงเป็นการนำธรรมะจากระดับการรับรู้ทั่วไปขึ้นสู่ “ระดับปัญญา” ที่มุ่งให้ผู้ศึกษาเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง
เตือนสังคมไทย “คำพระที่เพี้ยน” อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรม
อีกประเด็นสำคัญที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ทรงเน้น คือปัญหาการใช้ศัพท์ทางพระพุทธศาสนาที่คลาดเคลื่อนจากความหมายเดิม จนทำให้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยเข้าใจธรรมะผ่านความหมายที่สืบทอดกันมาโดยไม่ตรงกับหลักธรรม
มีการยกตัวอย่างคำว่า อารมณ์ วาสนา สมมติ เวทนา ทรมาน วสันต์ สังเวช อธิษฐาน นิทาน ตัณหา มานะ ทิฏฐิ สันโดษ ปรารถนา และฉันทะ ซึ่งหลายคำมีความหมายในทางธรรมแตกต่างจากความหมายที่ใช้กันในภาษาสามัญ
ประเด็นนี้จึงสะท้อนความสำคัญของการทำความเข้าใจศัพท์ธรรมะให้ถูกต้อง เพราะหากคำศัพท์ตั้งต้นผิด ความเข้าใจหลักธรรมในขั้นต่อไปก็อาจคลาดเคลื่อนได้
“ตัณหา–มานะ–ทิฏฐิ” ตัวเร่งความขัดแย้งและความวุ่นวาย
ในส่วนของกิเลส มีการอธิบายความแตกต่างระหว่าง ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ว่าเป็นกิเลสสำคัญที่สามารถผลักดันให้ความขัดแย้งขยายตัว
ตัณหา คือความอยากได้ผลประโยชน์เพื่อตน
มานะ คือความถือตัว ความอยากเป็นใหญ่ หรือความต้องการมีอำนาจเหนือผู้อื่น
ทิฏฐิ คือความยึดมั่นในความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ของตน
ทั้งสามประการถูกกล่าวถึงในฐานะ “ปปัญจธรรม 3” ซึ่งสามารถทำให้เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความต้องการส่วนบุคคลขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้งในระดับสังคม และอาจนำไปสู่การแย่งชิงผลประโยชน์ อำนาจ และความยึดมั่นในอุดมการณ์
“สันโดษ” ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือพอในปัจจัยและไม่หยุดพัฒนาความดี
อีกคำหนึ่งที่ได้รับการอธิบายอย่างละเอียดคือ “สันโดษ” ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการพอใจอยู่กับสิ่งเดิม ๆ หรือไม่ต้องดิ้นรนพัฒนา
แต่ในหลักธรรม มีการยกพุทธพจน์ “อสันตุฏฐิตา กุสเลสุ ธัมเมสุ อัปปฏิวานิตา จะ ปธานัสมิง” มาอธิบายว่า การปฏิบัติธรรมต้องมี “ความไม่สันโดษในกุศลธรรม” และ “ความไม่ท้อถอยในการเพียรพยายาม”
ดังนั้น สันโดษที่เหมาะสมคือ พอใจในปัจจัยสี่ที่ได้มาโดยชอบธรรม ไม่โลภ ไม่ทุจริต และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ความพอใจจนหยุดสร้างสรรค์ความดี
เมื่อไม่ต้องเสียเวลาไปกับความอยากที่ไม่จำเป็น ก็สามารถนำเวลา แรงงาน และความคิดไปใช้กับงานที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น
“ฉันทะ” ต่างจาก “ตัณหา” จุดเริ่มต้นของความเพียร
หัวใจอีกประการหนึ่งของคำชี้แนะ คือการทำความเข้าใจ “ฉันทะ” ซึ่งแตกต่างจาก “ตัณหา”
ตัณหาเป็นความอยากที่มีตัวตนเป็นศูนย์กลาง เช่น อยากได้ อยากมี อยากเป็น ส่วนฉันทะเป็นความต้องการให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดดีงามขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับตัวตน
ตัวอย่างเช่น ความต้องการให้ต้นไม้เติบโตแข็งแรง ให้สถานที่สะอาด หรือให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดสมบูรณ์ขึ้น ล้วนเป็นความปรารถนาที่มุ่งไปยัง “ความดีงามของสิ่งนั้น” มากกว่าการตอบสนองตัวตน
จึงมีการยกพุทธพจน์ “ฉันทมูลกา สัพเพ ธัมมา” ว่า ธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล และเชื่อมโยงฉันทะเข้ากับการเริ่มต้นของความเพียร
เมื่อมีฉันทะ จึงเกิดวิริยะ เมื่อมีวิริยะจึงเดินหน้าปฏิบัติ และการทำงานดังกล่าวต้องอาศัยจิตที่จดจ่อและปัญญาที่รู้จักพิจารณาจัดการ
“ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” เส้นทางจากใจพร้อมทำงานสู่สมาธิ
คำชี้แนะยังให้ความสำคัญกับ “ปราโมทย์” ซึ่งหมายถึงสภาพจิตที่ปลอดโปร่ง เบาสบาย ผ่องใส และพร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมที่เป็นกุศล
ลำดับธรรมที่กล่าวถึงคือ
ปราโมทย์ → ปีติ → ปัสสัทธิ → สุข → สมาธิ
ดังนั้น การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การบังคับจิตให้เข้าสู่สมาธิโดยตรง แต่ควรสร้างพื้นฐานของจิตที่ดีและพร้อมก่อน
เปรียบได้กับสำนักงานที่สะอาด โล่ง และเป็นระเบียบ เมื่อพื้นที่พร้อม การทำงานก็คล่องตัว เช่นเดียวกับจิตที่มีปราโมทย์ ย่อมเป็นสภาพที่เอื้อต่อการเกิดสมาธิและปัญญา
“อิทธิบาท 4” เครื่องขับเคลื่อนชีวิตและงาน
เมื่อเชื่อมโยงฉันทะกับการทำงาน จะเห็นองค์ประกอบของ อิทธิบาท 4 ได้แก่
ฉันทะ — ใจอยากทำสิ่งที่ดี
วิริยะ — ใจสู้และลงมือทำ
จิตตะ — ใจจดจ่อ เอาใจใส่
วิมังสา — ใช้ปัญญาพิจารณาและรู้จักจัดการ
ขณะเดียวกัน สติ ทำหน้าที่คอยจับ ดึง และตรึงจิตไว้กับสิ่งที่กำลังทำ ส่วน ปัญญา ทำหน้าที่มองเห็นและรู้ว่าจะจัดการสิ่งนั้นอย่างไร
เมื่อสติและปัญญาทำงานร่วมกัน บุคคลย่อมสามารถรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรควรทำ และอะไรควรหลีกเลี่ยง จึงนำไปสู่การดำเนินชีวิตด้วย “ความไม่ประมาท”
“อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ” ชีวิตที่ดีคือชีวิตแห่งความไม่ประมาท
ในตอนท้ายของคำชี้แนะ มีการย้ำถึงพุทธปัจฉิมวาจา “อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ” หรือ “จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม”
ความไม่ประมาทจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการระมัดระวังอุบัติเหตุ หรือไม่พลั้งเผลอในกิจกรรมบางอย่างเท่านั้น แต่หมายถึงการดำรงชีวิตอย่างมีสติ รู้หน้าที่ รู้ว่าอะไรควรทำ และใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
มีการเปรียบความไม่ประมาทว่าเป็นเสมือน รอยเท้าช้างที่ครอบคลุมรอยเท้าของสัตว์อื่น เพราะเมื่อมีความไม่ประมาท ธรรมะต่าง ๆ ที่เรียนรู้มาก็สามารถถูกนำมาใช้จริงในชีวิตได้
ตรงกันข้าม หากประมาท ธรรมะจำนวนมากก็อาจเหลือเพียงความรู้ที่ถูกเก็บไว้ในตำรา โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
ธรรมะจากอดีตสู่อนาคต : จดหมายเหตุ–AI–มนุษยรมณีย์
สาระสำคัญจากคำชี้แนะครั้งนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา หากแต่เป็นการมองเห็น “สายธารของงานธรรม” ตั้งแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ มาถึงงานของพุทธทาส และก้าวต่อไปสู่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ถูกต้องมากขึ้น
การนำ AI เข้ามาช่วยงานจดหมายเหตุจึงมีนัยสำคัญ หากใช้ด้วยความรอบคอบและยึดความถูกต้องของแหล่งข้อมูลเป็นหลัก เพราะเทคโนโลยีควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยให้มนุษย์เข้าถึงความรู้ ไม่ใช่แทนที่การพิจารณาด้วยปัญญาของมนุษย์
ท้ายที่สุด คำชี้แนะได้กลับมาสู่หลักสำคัญ คือ “มนุษยรมณีย์” การสร้างมนุษย์และสังคมให้น่าอยู่ งอกงามด้วยปัญญา และสามารถนำธรรมะไปใช้ในชีวิตจริง
พร้อมอวยพรว่า “ขออนุโมทนา ขอให้ทุกท่านเจริญงอกงามด้วยปราโมทย์เป็นเบื้องต้น แล้วก็ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ตามมา และขอให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกเมื่อ”
ทั้งนี้ เนื้อหาข้างต้นเรียบเรียงจากบันทึกเทศน์ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่ประทานแก่คณะสวนโมกข์กรุงเทพฯ ณ สหปฏิบัติฯ เขื่อนกระเสียว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 โดยมีบางส่วนจากบันทึกของ ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ กรรมการบริหารหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การศึกษา
Top 5 ข่าวการศึกษา ![]()
- “อัครนันท์” ลุยขอนแก่น เจาะปัญหาโรงเรียนห่างไกลถึงห้องเรียน ชี้ตรวจราชการต้อง “ไปช่วย ไม่ใช่ไปตรวจ” เร่งปลดล็อกอุปสรรคการเรียนการสอน 4 ก.ย. 2569
- "สมเด็จฯ 3 รูป" เมตตาร่วมพิธีฌาปนกิจคุณแม่ฟองจันทร์ "ณพลเดช" ขอบคุณทุกฝ่ายและมอบหนังสือ "พระจันทร์ที่คงอยู่" 4 ก.ย. 2569
- สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง คัด 306 Best Practice ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ 4 ก.ย. 2569
- สศร. ประกาศผลรางวัล 7 ศิลปิน “ศิลปาธร” ปี 2569 4 ก.ย. 2569
- อานิสงส์แห่งการเปิดทางพระธรรม จากพาสปอร์ต 5 ปีสู่ 10 ปี กับอานุภาพแห่งรัตนะพระเจ้าจักรพรรดิ 4 ก.ย. 2569
ข่าวในหมวดการศึกษา ![]()
ก้าวแรกสู่พยาบาลคุณภาพ มทร.สุวรรณภูมิ ปูทางจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ 22:07 น.- “อัครนันท์” ลุยชัยภูมิ ตรวจเยี่ยม รร.พื้นที่ห่างไกล ลั่นกระทรวง ศธ. พยายามลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล 16:42 น.
- สพป.สุโขทัยเขต 2 จัดทำ MOU โรงเรียนส่งเสริมความปลอดภัย 15:32 น.
- “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” เปิดไลน์อัปความสนุกตลอด 6 วัน! 12:01 น.
- ม.ศรีปทุม เจ้าภาพประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทยเขตภาคกลาง 10:31 น.



