การศึกษา
"ศ.ดร.เอนก" ร่วมงาน "มมร" จัดวันอุดมศึกษา 2569 ชูบทบาทมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในโลกยุค AI เชื่อมพุทธธรรม–เทคโนโลยี สู่ทศวรรษหน้า
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จัดงาน “วันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2569” ณ หอประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมีเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมตตาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569
การจัดงานครั้งนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การทบทวนรากฐานและเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการมองอนาคตของสถาบันอุดมศึกษาด้านศาสนาในบริบทที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา การทำงาน และโครงสร้างทางสังคมอย่างรวดเร็ว
ย้อนรากฐาน 80 ปี สู่โจทย์ใหม่ของมหาวิทยาลัยด้านศาสนา
พระพรหมวชิรเมธาภรณ์, รศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถวายรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของมหาวิทยาลัยย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2488 เมื่อกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัยมีมติจัดตั้ง “สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” และเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2489
เจตนารมณ์ในเวลานั้นมุ่งให้เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ เป็นสถานศึกษาวิทยาการทั้งของชาติและต่างประเทศสำหรับกุลบุตร และเป็นสถานที่จัดสั่งสอนพระพุทธศาสนา

จากรากฐานดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้พัฒนาภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการทางพระพุทธศาสนา และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยังคงให้พระพุทธศาสนาเป็นฐานสำคัญของการจัดการศึกษา
ช่วงเช้าของการจัดงาน พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ยังสะท้อนบทเรียนจากการบริหารมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา โดยเน้นว่า การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไม่ใช่ภารกิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และภาคส่วนต่าง ๆ
แนวคิดสำคัญคือการสร้าง “ทิศทางร่วม” (Shared Direction) โดยแผนพัฒนามหาวิทยาลัยควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากร เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นเป้าหมายเดียวกัน และสามารถเชื่อมโยงภารกิจของแต่ละส่วนให้เกิดพลังร่วมในการพัฒนาองค์กร
เปิดเวที “ทิศทางใหม่กับก้าวต่อไปของ มมร”
เวลา 10.00–11.00 น. มีการเสวนาวิชาการเรื่อง “ทิศทางใหม่กับก้าวต่อไปของ มมร.” โดย รศ.ดร.พิภพ อุดร ที่ปรึกษามูลนิธิมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นายคณพศ เฟื่องฟุ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านบริหารทรัพยากรบุคคล และนายทศพร จันทมงคลเลิศ รองอธิการบดีด้านขับเคลื่อนแผนพัฒนาองค์กร ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านบริหารการปฏิบัติการ
เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาส ความท้าทาย และแนวทางเตรียมมหาวิทยาลัยให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระบบบริหารจัดการ และการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัย
สาระสำคัญที่ปรากฏจากการจัดงานคือ การพัฒนามหาวิทยาลัยไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรากฐานเดิมทั้งหมด แต่เป็นการนำฐานความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาใช้เป็นต้นทุนสำหรับการก้าวไปสู่บริบทใหม่
ศ.ดร.เอนก ปาฐกถา “บทบาทมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในโลกยุค AI”
ช่วงบ่าย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในโลกยุค AI” โดยมุ่งสะท้อนบทบาทและความท้าทายของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในช่วงที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ การทำงาน และการผลิตองค์ความรู้
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อมหาวิทยาลัยด้านศาสนา เนื่องจากภารกิจของสถาบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่การผลิตผู้มีทักษะวิชาชีพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และการนำองค์ความรู้ทางศาสนาไปตอบสนองต่อปัญหาของสังคม
ในมุมวิเคราะห์ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่กำลังนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับความรู้ ความจริง ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ศาสตร์ทางศาสนาและปรัชญาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการอภิปรายได้
เสวนาวิชาการ เชื่อมศาสนา การศึกษา และเทคโนโลยี
จากนั้นมีการเสวนาวิชาการเรื่อง “มหาวิทยาลัยด้านศาสนากับการตอบโจทย์สังคมไทยและสังคมโลกในทศวรรษหน้า” โดยมี พระราชวชิรญาณเมธี, ผศ.ดร. รองอธิการบดีด้านวิชาการและพัฒนาคุณภาพ มมร.; พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ประธานหลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย; บาทหลวง ศ.ดร.วชิระ น้ำเพชร อาจารย์วิทยาลัยแสงธรรม และ รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดสถาบันอุดมศึกษากลุ่ม 4 และกลุ่ม 5 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.พิภพ อุดร
เวทีเสวนามุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาให้สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางศาสนา การศึกษา ศาสตร์สมัยใหม่ และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมบุคลากรและองค์ความรู้สำหรับความเปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้า
AI กับโจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยด้านศาสนา
จากการวิเคราะห์สาระของงาน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “ปัญญามนุษย์”
AI สามารถช่วยค้นข้อมูล วิเคราะห์ภาษา สังเคราะห์เนื้อหา และสนับสนุนการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามใหม่ว่า มหาวิทยาลัยควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ผู้เรียนกลายเป็นเพียงผู้บริโภคคำตอบจากระบบอัตโนมัติ
โดยเฉพาะการศึกษาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเป้าหมายมากกว่าการจดจำข้อมูล เพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาไตร่ตรอง การปฏิบัติ การพัฒนาสติ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน
ดังนั้น AI อาจถูกนำมาใช้ในฐานะ “เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้” เช่น การสืบค้นคำศัพท์บาลี การเปรียบเทียบข้อมูลจากคัมภีร์ การจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ขณะที่การตีความ การตรวจสอบหลักฐาน การอภิปรายเชิงวิพากษ์ และการฝึกปฏิบัติ ยังคงต้องอาศัยผู้เรียนและครูอาจารย์เป็นสำคัญ
“สตินวัตกรรม” กับการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คือแนวคิด “สตินวัตกรรม” (Sati Innovation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำหลักสติมาประยุกต์กับการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูล
ในบริบท AI แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาในฐานะกรอบสำหรับส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ กล่าวคือ ผู้ใช้ไม่ควรรับคำตอบจาก AI โดยอัตโนมัติ แต่ควรตรวจสอบแหล่งที่มา พิจารณาความน่าเชื่อถือ และตระหนักถึงข้อจำกัดของระบบ
หลักสติจึงสามารถถูกนำมาเชื่อมโยงกับทักษะสำคัญของผู้เรียนยุคดิจิทัล ได้แก่ การหยุดพิจารณาก่อนเชื่อ การตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ และการตระหนักถึงผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีต่อผู้อื่น
ความเสี่ยงอีกด้าน: “การผลักภาระทางปัญญา”
แม้ AI จะเพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษา แต่การพึ่งพาระบบมากเกินไปอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Offloading หรือการถ่ายโอนภาระทางปัญญาไปยังเครื่องมือภายนอก
สำหรับการศึกษาทางศาสนา ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อผู้เรียนได้รับคำตอบ แต่รวมถึงการอ่าน การตั้งคำถาม การตีความ การอภิปราย การไตร่ตรอง และการนำหลักธรรมไปปฏิบัติ
หาก AI ทำหน้าที่สรุปพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ทั้งหมดแทนผู้เรียน โดยผู้เรียนไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหรือพิจารณาบริบทด้วยตนเอง ย่อมเกิดความเสี่ยงที่ผู้เรียนจะได้เพียง “ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมะ” แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ “ความเข้าใจในธรรมะ”
โจทย์ของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ที่การออกแบบการเรียนการสอนให้ AI เป็น “นั่งร้านทางปัญญา” (Cognitive Scaffolding) มากกว่าจะเป็นเครื่องจักรที่ทำงานทางปัญญาแทนมนุษย์ทั้งหมด
มหาวิทยาลัยด้านศาสนากับจริยธรรม AI
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ AI Ethics หรือจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์
เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในระบบการศึกษา การแพทย์ เศรษฐกิจ การบริหารรัฐ และชีวิตประจำวัน คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่ยังรวมถึง “มนุษย์ควรใช้ AI อย่างไร” และ “ใครควรรับผิดชอบเมื่อ AI ก่อให้เกิดผลกระทบ”
ในบริบทนี้ ศาสตร์ทางศาสนาสามารถมีบทบาทในการนำเสนอกรอบคิดเรื่องความรับผิดชอบ เจตนา ความเมตตา ความไม่เบียดเบียน และผลกระทบต่อผู้อื่น โดยไม่จำเป็นต้องมองเทคโนโลยีเป็นสิ่งตรงข้ามกับศาสนา
ในทางกลับกัน เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ทางศาสนาได้ หากมีระบบตรวจสอบแหล่งข้อมูลและกระบวนการกำกับคุณภาพที่เหมาะสม
มองทศวรรษหน้า: จากมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ศูนย์กลางองค์ความรู้ศาสนา–เทคโนโลยี
จากสาระของงานวันอุดมศึกษา มมร ประจำปี 2569 สามารถสังเคราะห์โจทย์สำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในทศวรรษหน้าได้อย่างน้อย 4 ประการ
หนึ่ง การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบมีส่วนร่วม ให้บุคลากรมีทิศทางร่วมและสามารถเชื่อมโยงภารกิจของแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน
สอง การพัฒนาหลักสูตรแบบข้ามศาสตร์ เชื่อมโยงพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา จริยศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ AI
สาม การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านศาสนากับ AI โดยเฉพาะฐานข้อมูลพระไตรปิฎกและองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้สนับสนุนการศึกษาและการวิจัย
สี่ การรักษาความเป็นมนุษย์ในกระบวนการศึกษา โดยใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้เรียน แต่ไม่ทดแทนบทบาทของครู กัลยาณมิตร การสนทนา การปฏิบัติ และประสบการณ์ตรงของมนุษย์
จาก “รางรถไฟ” สู่ “ระบบนำทาง” ของโลกยุค AI
เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่องการนำศาสตร์สมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเผยแผ่และการศึกษาพระพุทธศาสนา แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาขยายความในบริบทปัจจุบันได้ว่า เทคโนโลยีเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้การเดินทางขององค์ความรู้เกิดขึ้นได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น ขณะที่พระพุทธศาสนายังคงเป็นแหล่งคำถามเกี่ยวกับความทุกข์ ความหมายของชีวิต ความรับผิดชอบ และการพัฒนาจิตใจ
โจทย์ของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ธรรมะ” กับ “เทคโนโลยี” แต่เป็นการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอย่างมีวิจารณญาณ
AI สามารถช่วยให้มนุษย์เข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นปัญญายังคงต้องอาศัยการศึกษา การไตร่ตรอง ประสบการณ์ และการฝึกฝนของมนุษย์
“วันอุดมศึกษา มมร 2569” จึงเป็นทั้งวันแห่งความทรงจำและโจทย์แห่งอนาคต
การจัดงาน “วันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2569” จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการศึกษาระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับทบทวนภารกิจและตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคต
จากวันที่มหาวิทยาลัยเริ่มเปิดการศึกษาเมื่อ 16 กันยายน 2489 สู่วันที่ 16 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยได้เดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และระบบการศึกษาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “รากฐาน” กับ “การปรับตัว” ระหว่าง “คุณธรรม” กับ “นวัตกรรม” และระหว่าง “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “ปัญญามนุษย์”
หากมหาวิทยาลัยด้านศาสนาสามารถพัฒนาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้สนทนากับศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างมีหลักฐาน มีวิจารณญาณ และเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ บทบาทของสถาบันเหล่านี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตด้านศาสนา แต่สามารถเป็นพื้นที่สำคัญในการตั้งคำถามทางจริยธรรมและสร้างองค์ความรู้สำหรับสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ
นี่คือโจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในทศวรรษหน้า—ก้าวให้ทันเทคโนโลยี โดยไม่สูญเสียรากฐานแห่งปัญญา คุณธรรม และความเป็นมนุษย์
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การศึกษา
Top 5 ข่าวการศึกษา ![]()
- “ซาบีดา” เดินหน้าผลักดัน CHUD THAI สู่เวทีโลก โรดโชว์ญี่ปุ่น 17-18 ก.ย. นี้ ก่อนลุ้น UNESCO พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ธันวาคมนี้ 16 ก.ย. 2569
- พลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ประทานรางวัล “ราชมงคลสรรเสริญ ประจำปี 2569” แก่ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม 16 ก.ย. 2569
- "ณพลเดช" น้อมถวายมุทิตา "พระพรหมเสนาบดี" พระมหาเถระผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อพระศาสนาด้วยหัวใจ ชี้ "กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ไร้ซึ่งพระดี" 16 ก.ย. 2569
- คอนเทนต์ครีเอเตอร์วัยทีน ลบภาพจำ “สมุทรสาครเมืองโรงงาน” 16 ก.ย. 2569
- จุฬาฯ จับมือสยามพิวรรธน์ เชื่อมองค์ความรู้สู่ภาคปฏิบัติ พัฒนานิสิต ต่อยอดสู่การทำงานจริง 16 ก.ย. 2569
ข่าวในหมวดการศึกษา ![]()
สลช.ปรับใหญ่หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยกระดับทักษะตอบโจทย์ยุคใหม่ 17:57 น.- นักวิชาการเสนอรัฐ แก้ “วิกฤตศรัทธา” ตั้งองค์กรกำกับดูแล "เงินบุญ" ใช้ e-Donation เพิ่มความโปร่งใส 15:57 น.
- สพป. สุโขทัย เขต 2 พัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา 14:26 น.
- "ยศชนัน" จุดประกาย 5 ความหวัง พลิกโฉมการศึกษาไทยครั้งใหญ่ สร้างคน สร้างความรู้ สร้างนวัตกรรม สู่ประเทศแห่งความหวังสำหรับคนรุ่นใหม่ 12:52 น.
- มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯเฟ้นหาผลงานออกแบบต้นแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เน้นเข้าถึงคนรุ่นใหม่-รูปลักษณ์ร่วมสมัยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการประกวดออกแบบระดับเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 7 12:40 น.



