วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569 12:46 น.

การศึกษา

"ศ.ดร.เอนก" ร่วมงาน "มมร" จัดวันอุดมศึกษา 2569 ชูบทบาทมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในโลกยุค AI เชื่อมพุทธธรรม–เทคโนโลยี สู่ทศวรรษหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569, 11.41 น.

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จัดงาน “วันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2569” ณ หอประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมีเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมตตาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

การจัดงานครั้งนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การทบทวนรากฐานและเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย ควบคู่กับการมองอนาคตของสถาบันอุดมศึกษาด้านศาสนาในบริบทที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา การทำงาน และโครงสร้างทางสังคมอย่างรวดเร็ว

ย้อนรากฐาน 80 ปี สู่โจทย์ใหม่ของมหาวิทยาลัยด้านศาสนา
พระพรหมวชิรเมธาภรณ์, รศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถวายรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของมหาวิทยาลัยย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2488 เมื่อกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัยมีมติจัดตั้ง “สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” และเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2489

เจตนารมณ์ในเวลานั้นมุ่งให้เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ เป็นสถานศึกษาวิทยาการทั้งของชาติและต่างประเทศสำหรับกุลบุตร และเป็นสถานที่จัดสั่งสอนพระพุทธศาสนา

จากรากฐานดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้พัฒนาภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการทางพระพุทธศาสนา และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยังคงให้พระพุทธศาสนาเป็นฐานสำคัญของการจัดการศึกษา

ช่วงเช้าของการจัดงาน พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ยังสะท้อนบทเรียนจากการบริหารมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา โดยเน้นว่า การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไม่ใช่ภารกิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และภาคส่วนต่าง ๆ

แนวคิดสำคัญคือการสร้าง “ทิศทางร่วม” (Shared Direction) โดยแผนพัฒนามหาวิทยาลัยควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากร เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นเป้าหมายเดียวกัน และสามารถเชื่อมโยงภารกิจของแต่ละส่วนให้เกิดพลังร่วมในการพัฒนาองค์กร

เปิดเวที “ทิศทางใหม่กับก้าวต่อไปของ มมร”
เวลา 10.00–11.00 น. มีการเสวนาวิชาการเรื่อง “ทิศทางใหม่กับก้าวต่อไปของ มมร.” โดย รศ.ดร.พิภพ อุดร ที่ปรึกษามูลนิธิมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นายคณพศ เฟื่องฟุ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านบริหารทรัพยากรบุคคล และนายทศพร จันทมงคลเลิศ รองอธิการบดีด้านขับเคลื่อนแผนพัฒนาองค์กร ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านบริหารการปฏิบัติการ

เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาส ความท้าทาย และแนวทางเตรียมมหาวิทยาลัยให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระบบบริหารจัดการ และการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัย

สาระสำคัญที่ปรากฏจากการจัดงานคือ การพัฒนามหาวิทยาลัยไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรากฐานเดิมทั้งหมด แต่เป็นการนำฐานความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาใช้เป็นต้นทุนสำหรับการก้าวไปสู่บริบทใหม่

ศ.ดร.เอนก ปาฐกถา “บทบาทมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในโลกยุค AI”
ช่วงบ่าย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในโลกยุค AI” โดยมุ่งสะท้อนบทบาทและความท้าทายของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในช่วงที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ การทำงาน และการผลิตองค์ความรู้

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อมหาวิทยาลัยด้านศาสนา เนื่องจากภารกิจของสถาบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่การผลิตผู้มีทักษะวิชาชีพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และการนำองค์ความรู้ทางศาสนาไปตอบสนองต่อปัญหาของสังคม

ในมุมวิเคราะห์ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่กำลังนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับความรู้ ความจริง ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ศาสตร์ทางศาสนาและปรัชญาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการอภิปรายได้

เสวนาวิชาการ เชื่อมศาสนา การศึกษา และเทคโนโลยี
จากนั้นมีการเสวนาวิชาการเรื่อง “มหาวิทยาลัยด้านศาสนากับการตอบโจทย์สังคมไทยและสังคมโลกในทศวรรษหน้า” โดยมี พระราชวชิรญาณเมธี, ผศ.ดร. รองอธิการบดีด้านวิชาการและพัฒนาคุณภาพ มมร.; พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ประธานหลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย; บาทหลวง ศ.ดร.วชิระ น้ำเพชร อาจารย์วิทยาลัยแสงธรรม และ รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดสถาบันอุดมศึกษากลุ่ม 4 และกลุ่ม 5 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.พิภพ อุดร

เวทีเสวนามุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาให้สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางศาสนา การศึกษา ศาสตร์สมัยใหม่ และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมบุคลากรและองค์ความรู้สำหรับความเปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้า

AI กับโจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยด้านศาสนา
จากการวิเคราะห์สาระของงาน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “ปัญญามนุษย์”

AI สามารถช่วยค้นข้อมูล วิเคราะห์ภาษา สังเคราะห์เนื้อหา และสนับสนุนการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามใหม่ว่า มหาวิทยาลัยควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ผู้เรียนกลายเป็นเพียงผู้บริโภคคำตอบจากระบบอัตโนมัติ

โดยเฉพาะการศึกษาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเป้าหมายมากกว่าการจดจำข้อมูล เพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาไตร่ตรอง การปฏิบัติ การพัฒนาสติ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน

ดังนั้น AI อาจถูกนำมาใช้ในฐานะ “เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้” เช่น การสืบค้นคำศัพท์บาลี การเปรียบเทียบข้อมูลจากคัมภีร์ การจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ขณะที่การตีความ การตรวจสอบหลักฐาน การอภิปรายเชิงวิพากษ์ และการฝึกปฏิบัติ ยังคงต้องอาศัยผู้เรียนและครูอาจารย์เป็นสำคัญ

“สตินวัตกรรม” กับการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คือแนวคิด “สตินวัตกรรม” (Sati Innovation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำหลักสติมาประยุกต์กับการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูล

ในบริบท AI แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาในฐานะกรอบสำหรับส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ กล่าวคือ ผู้ใช้ไม่ควรรับคำตอบจาก AI โดยอัตโนมัติ แต่ควรตรวจสอบแหล่งที่มา พิจารณาความน่าเชื่อถือ และตระหนักถึงข้อจำกัดของระบบ

หลักสติจึงสามารถถูกนำมาเชื่อมโยงกับทักษะสำคัญของผู้เรียนยุคดิจิทัล ได้แก่ การหยุดพิจารณาก่อนเชื่อ การตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ และการตระหนักถึงผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีต่อผู้อื่น

ความเสี่ยงอีกด้าน: “การผลักภาระทางปัญญา”
แม้ AI จะเพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษา แต่การพึ่งพาระบบมากเกินไปอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Offloading หรือการถ่ายโอนภาระทางปัญญาไปยังเครื่องมือภายนอก

สำหรับการศึกษาทางศาสนา ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อผู้เรียนได้รับคำตอบ แต่รวมถึงการอ่าน การตั้งคำถาม การตีความ การอภิปราย การไตร่ตรอง และการนำหลักธรรมไปปฏิบัติ

หาก AI ทำหน้าที่สรุปพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ทั้งหมดแทนผู้เรียน โดยผู้เรียนไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหรือพิจารณาบริบทด้วยตนเอง ย่อมเกิดความเสี่ยงที่ผู้เรียนจะได้เพียง “ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมะ” แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ “ความเข้าใจในธรรมะ”

โจทย์ของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ที่การออกแบบการเรียนการสอนให้ AI เป็น “นั่งร้านทางปัญญา” (Cognitive Scaffolding) มากกว่าจะเป็นเครื่องจักรที่ทำงานทางปัญญาแทนมนุษย์ทั้งหมด

มหาวิทยาลัยด้านศาสนากับจริยธรรม AI
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ AI Ethics หรือจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์

เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในระบบการศึกษา การแพทย์ เศรษฐกิจ การบริหารรัฐ และชีวิตประจำวัน คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่ยังรวมถึง “มนุษย์ควรใช้ AI อย่างไร” และ “ใครควรรับผิดชอบเมื่อ AI ก่อให้เกิดผลกระทบ”

ในบริบทนี้ ศาสตร์ทางศาสนาสามารถมีบทบาทในการนำเสนอกรอบคิดเรื่องความรับผิดชอบ เจตนา ความเมตตา ความไม่เบียดเบียน และผลกระทบต่อผู้อื่น โดยไม่จำเป็นต้องมองเทคโนโลยีเป็นสิ่งตรงข้ามกับศาสนา

ในทางกลับกัน เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ทางศาสนาได้ หากมีระบบตรวจสอบแหล่งข้อมูลและกระบวนการกำกับคุณภาพที่เหมาะสม

มองทศวรรษหน้า: จากมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ศูนย์กลางองค์ความรู้ศาสนา–เทคโนโลยี
จากสาระของงานวันอุดมศึกษา มมร ประจำปี 2569 สามารถสังเคราะห์โจทย์สำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในทศวรรษหน้าได้อย่างน้อย 4 ประการ

หนึ่ง การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบมีส่วนร่วม ให้บุคลากรมีทิศทางร่วมและสามารถเชื่อมโยงภารกิจของแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน

สอง การพัฒนาหลักสูตรแบบข้ามศาสตร์ เชื่อมโยงพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา จริยศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ AI

สาม การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านศาสนากับ AI โดยเฉพาะฐานข้อมูลพระไตรปิฎกและองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้สนับสนุนการศึกษาและการวิจัย

สี่ การรักษาความเป็นมนุษย์ในกระบวนการศึกษา โดยใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้เรียน แต่ไม่ทดแทนบทบาทของครู กัลยาณมิตร การสนทนา การปฏิบัติ และประสบการณ์ตรงของมนุษย์

จาก “รางรถไฟ” สู่ “ระบบนำทาง” ของโลกยุค AI
เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่องการนำศาสตร์สมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเผยแผ่และการศึกษาพระพุทธศาสนา แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาขยายความในบริบทปัจจุบันได้ว่า เทคโนโลยีเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้การเดินทางขององค์ความรู้เกิดขึ้นได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น ขณะที่พระพุทธศาสนายังคงเป็นแหล่งคำถามเกี่ยวกับความทุกข์ ความหมายของชีวิต ความรับผิดชอบ และการพัฒนาจิตใจ

โจทย์ของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ธรรมะ” กับ “เทคโนโลยี” แต่เป็นการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอย่างมีวิจารณญาณ

AI สามารถช่วยให้มนุษย์เข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นปัญญายังคงต้องอาศัยการศึกษา การไตร่ตรอง ประสบการณ์ และการฝึกฝนของมนุษย์

“วันอุดมศึกษา มมร 2569” จึงเป็นทั้งวันแห่งความทรงจำและโจทย์แห่งอนาคต
การจัดงาน “วันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2569” จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการศึกษาระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับทบทวนภารกิจและตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคต

จากวันที่มหาวิทยาลัยเริ่มเปิดการศึกษาเมื่อ 16 กันยายน 2489 สู่วันที่ 16 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยได้เดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และระบบการศึกษาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “รากฐาน” กับ “การปรับตัว” ระหว่าง “คุณธรรม” กับ “นวัตกรรม” และระหว่าง “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “ปัญญามนุษย์”

หากมหาวิทยาลัยด้านศาสนาสามารถพัฒนาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้สนทนากับศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างมีหลักฐาน มีวิจารณญาณ และเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ บทบาทของสถาบันเหล่านี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตด้านศาสนา แต่สามารถเป็นพื้นที่สำคัญในการตั้งคำถามทางจริยธรรมและสร้างองค์ความรู้สำหรับสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ

นี่คือโจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยด้านศาสนาในทศวรรษหน้า—ก้าวให้ทันเทคโนโลยี โดยไม่สูญเสียรากฐานแห่งปัญญา คุณธรรม และความเป็นมนุษย์

หน้าแรก » การศึกษา

Top 5 ข่าวการศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา