การศึกษา
เปิดบันทึก "เจ้าคุณเทียบ" 29 ปีใน "มจร" มีทั้ง "ความสำเร็จและความล้มเหลว" เนื่องในวันเกษียณ!!
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ณ อาคารหอประชุม มวก. ๔๘ พรรษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระพรหมวัชรธีราจารย์ เป็นประธานจัดงาน “วันกตัญญู” รำลึกถึงคุณูปการผู้เกษียณอายุการทำงานประจำปี 2569 ซึ่งปีนี้มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เกษียณอายุราชการทำงานจำนวน 42 รูป/คน แบ่งเป็นพระภิกษุ 19 รูป คฤหัสถ์ 23 คน โดยมี พระเทพวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา พระราชสุทธิวัชรสุธี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม พระราชญาณวชิรเวที รองอธิการฝ่ายกิจการนิสิต ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และศิษยานุศิษย์ร่วมงาน
พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวตอนหนึ่งว่า มจร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาให้เป็นสถาบันการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาการชั้นสูง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมี มจร มเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ภายใต้การกำกับของ “มหาเถรสมาคม” และอีกสถานะหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ในปีการศึกษา 2569 มีการจัดการศึกษาในประเทศ ประกอบด้วย 12 วิทยาเขต 28 วิทยาลัยสงฆ์ 3 หน่วยวิทยบริการ และสถาบันสมทบในต่างประเทศอีก 5 แห่ง มีทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรอินเตอร์ 340 หลักสูตรแบ่งเป็นหลักสูตรภาษาไทย 332 หลักสูตรและหลักสูตรนานาชาติ 8 หลักสูตร มีนิสิตทั้งในระดับชั้นปริญญาตรี-โท-เอก รวมทั้งสิ้น 28,822 รูป/คน ประกอบด้วยนิสิตปริญญาตรีจำนวน 22,723 รูป/คน นิสิตปริญญาโท 4,629 รูป/คน นิสิตปริญญาเอก 2,470 รูป/คน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีพระสงฆ์นานาชาติเดินทางมาศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี-โท-เอก ทั้งหลักสูตรอินเตอร์ และหลักสูตรภาษาไทยเกือบ 4,000 รูป/คน จากทั่วโลก
“ผลสำเร็จอันเป็นที่ยอมรับทั้งจากคณะสงฆ์และนานาชาตินี้ ผลผลิตส่วนหนึ่งก็มาจากผู้ที่เกษียณอายุราชการในวันนี้ ลูกศิษย์ลูกหารุ่นน้อง จึงจัดงานเพื่อเชิดชูเกียรติท่าน ที่พวกเราชาว มจร เรียกว่า วันกตัญญู ท่านเหล่านี้ทุ่มเท เสียสละให้กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมาอันยาวนาน ตั้งแต่ยุคก่อนมีพระราชบัญญัญญัติมหาวิทยาลัย และหลายท่านแม้เกษียณอายุราชการในวันนี้แล้ว มจร ก็ยังขอร้องให้ทำงานต่อ เพราะเสียดายความรู้ ความสามารถของท่าน..”
พระธรรมวชิรปัญญาจารย์ หรือ “เจ้าคุณเทียบ” ผู้อำนวยการสถาบันพระไตรปิฏกศึกษาหนึ่งในผู้เกษียณในวันนี้ ได้บันทึกข้อความไว้ใน “หนังสือวันกตัญญู” ว่า เริ่มทำงานใน มจร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2540 งานที่ทำช่วงแรก ๆ คือการแปลพระไตรปิฏกภาษาไทย ในขณะนั้นยังไม่แล้วเสร็จ และได้เป็นบรรณกรแปลพระไตรปิฏกด้วย ต่อมาไม่นานก็ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิชาการ ในขณะนั้นทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายว่าจะแยกสายอาจารย์และเจ้าหน้าที่ชัดเจน คือเป็นอาจารย์ก็เป็นอาจารย์ มีตำแหน่งผู้บริหารเป็นผู้อำนวยการกองวิชาการไม่ได้ ต้องเลือกเอา ข้าพเจ้าจึงเลือกมาเป็นอาจารย์ประจำคณะพุทธศาสตร์ กำลังหาโต๊ะทำงานอยู่ว่าจะนั่งตรงไหน สำนักงานคณะพุทธศาสตร์ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่มีจำนวนมาก พอดี พระมหาสมจินต์ (ปัจจุบันพระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดี) ได้รับตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ชักชวนให้ไปรับตำแหน่งรักษาการรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (2542) รักษาการอยู่นาน จึงได้รับตำแหน่งเป็นรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (2544) ในช่วงที่อยู่ บัณฑิตวิทยาลัยได้ร่วมกับคณบดีเปิดหลักสูตรแรกคือปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนา ให้คฤหัสถ์มาเรียน นิสิตรุ่นแรกก็มี รศ.พิเศษ ดร.อดิศร เพียงเกษ แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม, รังษี สุทนต์ เป็นต้น ต่อมาเปิดหลักสูตรปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนา รุ่นแรกก็มี พระราชสุทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ผศ.พิเศษ ดร.เสนาะ ผดุงฉัตร และ ดร.อธิเทพ ผาทา เป็นต้น ตามมาด้วยปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติ สาขาพระพุทธศาสนาภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นความริเริ่มของคณบดีข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในฐานะบริหารร่วมกัน
ต่อมาเมื่อปี 2545 -2553 ได้รับตำแหน่งคณบดีคณะพุทธศาสตร์ ช่วงแรก 8 ปี ได้ทำหน้าที่ในฐานะคณบดีในช่วงนั้นได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีให้คฤหัสถ์เรียน ครั้งแรก ในช่วงนั้นมีนิสิตมาก และหลักสูตร English Programme
ต่อมาปี พ.ศ. 2553 – 2557 ได้รับตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ได้มาสานต่องานเก่าที่เคย ทำร่วมกับคณบดี ในช่วงนั้นมีแต่เปิดหลักสูตรปริญญาโท-เอก ตามวิทยาเขตและวิทยาลัยสงฆ์อีกมากแห่ง ต่อมา พ.ศ. 2557-2565 ได้กลับมาบ้านเก่าคือ ตำแหน่งคณบดีคณะพุทธศาสตร์อีก 8 ปี ได้มาทำงานต่อได้เปิดปริญญาโท-เอก สาขา ศาสนาเปรียบเทียบ พร้อมทั้งปริญญาเอก สาขาพระไตรปิฏกศึกษา และต่อมาปี พ.ศ. 2566 ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพระไตรปิฏกศึกษา จนถึงปัจจุบัน
“ประสบการณ์ 29 ปีที่ทำงานให้แก่ มจร ถึงแม้ข้าพเจ้าไม่เคยเรียน มจร แต่ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารระดับสูงให้ดำรงทุกตำแหน่งดังที่กล่าวมา มีผู้รู้กล่าวไว้ว่า “ตำแหน่งต่าง ๆ ในโลกมี 2 ตำแหน่ง คือ (1) คนอื่นแต่งตั้ง เช่น ตำแหน่งในมหาวิทยาลัย (2) ตำแหน่งที่ตัวเองแต่งตั้ง ไม่ต้องรอใคร คืออยากเป็น บัณฑิตก็ต้องศึกษาเล่าเรียน และอยากเป็นเศรษฐีต้องขยันขันแข็ง” อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้แง่คิดไว้ว่า “เกียรติยศมี 2 อย่าง อย่างหนึ่งให้กันได้ เช่น หลวงพระ พระยา อีกอย่างหนึ่งให้กันไม่ได้ คือเกียรติยศของตนเอง มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ว่า มีเกียรติยศหรือไม่?” พลตำรวจเอกเภา สารสิน ได้ให้แง่คิดนักบริหารไว้ว่า “ผู้บริหาร ต้องเป็นนักฟังที่ดี และพูดน้อยเท่าที่จำเป็น ความนอบน้อมเป็นเรื่องสำคัญ อย่าแสดงตนว่าเก่งคนเดียว เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เราควรมีเพื่อนมาก ๆ ในการ ทำงานผู้บริหารไม่ต้องทำเอง แต่ผู้บริหารต้องรู้จักเลือกคนที่ทำงานเป็นแล้วมอบ เพื่อตัวเองจะได้มีเวลาคิดและมีเวลาติดตามงานที่ได้มอบหมายไว้” นอกจากนี้ คุณอุเทน เตชะไพบูลย์ ก็เตือนสตินักบริหารไว้ว่า “พระคุณให้ใช้ความเมตตา พระเดชให้ใช้ความยุติธรรม สังคมจึงจะเกิดสันติสุข”
พระธรรมวชิรปัญญาจารย์ ได้บันทึกต่ออีกว่า ชีวิตการทำงานใน มจร ของข้าพเจ้า ก็มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทั้งสองอย่าง ตัวเองเท่านั้นรู้ดีกว่าคนอื่น ความสำเร็จและความล้มเหลวจึงเป็นครู ที่สำคัญของการทำงานทุกองค์กร ความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้รับจาก มจร ก็คือกัลยาณมิตรซึ่งมีความปรารถนาดีต่อข้าพเจ้า ท่านแรกคือ พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส อุปนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการมหาเถรสมาคม ท่านชักชวนข้าพเจ้าเมื่อพบกันว่า เรียนจบยังจะชวนให้มาทำงานที่ มจร ขณะนั้นท่านเป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ต่อมาเมื่อทราบว่าข้าพเจ้ากลับมาหลังจากเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก รอสอบปากเปล่า ได้ให้ พระพรหมวัชรธีราจารย์ (พระมหาสมจินต์ ในขณะนั้น) โทรศัพท์ให้ไปพบ วันนั้นจำได้มีประชุมเรื่องพระไตรปิฏกแปลภาษาไทย ท่านบอกให้มาช่วยงานแปลพระไตรปิฏกไปก่อน จนกระทั่งข้าพเจ้า เริ่มทำงานนักวิชาการศึกษาและตำแหน่งอื่น ๆ สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและอธิการบดี ท่านเป็นอธิการบดีสมัยแรกก็เดือนเดียว กับที่ข้าพเจ้าเริ่มทำงาน ก็ได้รับความเมตตาจากท่านในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีเป็นอย่างดี “พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีคุ้นเคยกันมาก่อน เพราะเคยร่วมรุ่น เรียนป.ธ.9 ที่วัดสามพระยามาด้วยกัน เป็นกัลยาณมิตรที่ชักชวนให้ไปรับตำแหน่ง รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ได้ร่วมงานกันมาทั้งทางคณะสงฆ์และ มจร รศ.ดร.ประสิทธิ์ อินทร์กรุงเก่า เมื่อดำรงสมณเพศมีตำแหน่งผู้บริหาร มจร เป็นกัลยาณมิตรอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนข้าพเจ้ามาตลอด เคยอบรมบาลีก่อนสอบ ภาค 14 ปี พ.ศ. 2519รุ่นที่ 2 มีพระอุปัชฌาย์เดียวกัน คือหลวงพ่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปัญญา) ถึงแม้ขณะนี้สถานภาพเปลี่ยนไป แต่ความเป็นกัลยาณมิตร ปรากฏทุกวันนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถเอ่ยนามทุกท่านที่สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ ขอขอบคุณ มจร..”
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การศึกษา
Top 5 ข่าวการศึกษา ![]()
- นิสิต ม.มหาสารคาม ทีม “ประเดประดัง” คว้าแชมป์“Gourmet & Cuisine Young Chef 2026” 25 ก.ย. 2569
- วัดพระธรรมกายเปิดอาคารจอดรถรองรับ 1,000 คัน ช่วยประชาชนหนีน้ำท่วมขัง 25-28 ก.ย. 25 ก.ย. 2569
- เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย บริจาคยากว่า 400,000 บาท แก่ 8 โรงพยาบาลในจังหวัดปทุมธานี 25 ก.ย. 2569
- จุฬาฯ จัดพิธีปิดโครงการอบรมผู้บริหารสื่อมวลชนด้านการบริหารจัดการ เสริมองค์ความรู้ด้านธุรกิจและการบริหารสื่อยุคดิจิทัล 25 ก.ย. 2569
- สพม.เลย หนองบัวลำภู มอบเงิน “กองทุนสะพานบุญ สพม.19” ช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอัคคีภัย 25 ก.ย. 2569
ข่าวในหมวดการศึกษา ![]()
"ชุดไทย" ฟีเวอร์อินเจแปน ชาวญี่ปุ่น-นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ชมชมงาน "CHUD THAI" คึกคัก 17:12 น.- สพป.ชัยภูมิ เขต 2 ศึกษาดูงาน สพป.สุโขทัย เขต 2 17:10 น.
- ม.รังสิต ร่วมกับสสส. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาสุขภาวะ ประจำปี 69 15:46 น.
- “ยศชนัน” ชูซินโครตรอน โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า 12:26 น.
- "เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ" ทรงนำทัพบุกญี่ปุ่น สร้างองค์ความรู้ "ชุดไทย" สู่เวทีโลก 11:55 น.


