วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563 01:42 น.

บันเทิง

“อรอนงค์” ไม่อายทำกิน! เปิดท้ายขายเสื้อผ้าตลาดนัดหลังหย่าสามี

วันพุธ ที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.13 น.

เปลือยใจ "อรอนงค์ ปัญญาวงศ์" อดีตนางสาวไทย ที่วันนี้จะมาอัปเดตสภาพจิตใจหลังหย่าขาดสามีได้ 1 ปี ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องวัน 31 พร้อมเผยชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เรื่องค่าเลี้ยงดูตกลงกับอดีตสามียังไงบ้าง แถมเจ้าตัวไม่อายทำกิน ผันตัวเองเป็นแม่ค้า ขายของตามตลาดนัด

หลังจากที่ได้แยกทางกับสามี ตอนนี้สถานะปัจจุบันเป็นยังไงบ้าง? "ต้องบอกว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัว ดูแลลูกเต็มเวลา โชคดีที่มีผู้ใหญ่ในวงการมีงานให้อยู่เรื่อยๆ แต่ว่าหลักๆ เลยก็ดูแลลูก แล้วเป็นหัวเรือใหญ่ในการหารายได้มาจุลเจือครอบครัวทั้งของพี่อรเอง แล้วก็ของคุณพ่อ คุณแม่ที่อยู่เชียงใหม่ พี่น้อง เรื่องนี้มันทำมาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันทำมาตั้งแต่ต้น ตอนนี้เราเป็นยังไงเราก็ยังดูแลอยู่ มันไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เพียงแค่เปลี่ยนจากคนที่มีสามีเป็นไม่มีสามีอยู่ก็เท่านั้นเอง" จากเดิมที่เราเป็นครอบครัว แล้วพอมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม? "ตอนช่วงแรกๆ คนก็ยังให้กำลังใจ คือรู้ว่าเหตุการณ์ และเหตุผลที่เราหย่ากับสามีเพราะอะไร เราก็ไม่ต้องมาแจกแจงมาก คือพี่อรไม่ค่อยมีข่าวเรื่องแบบนี้ พอมีข่าวพี่ก็ให้ข่าวเป็นความจริง มันก็เลยเหมือนกับว่าสาธารณะชนได้รับรู้ความจริงของเราไปแล้ว ก็เลยจะไม่มีใครแบบ ขอถามนิดนึง จะไม่มี เพราะเราพูดไปแล้ว" ย้อนกลับไปครั้งนั้นเป็นการจบไม่ค่อยสวย แต่วันนี้เรายังมีการพูดคุยกันอยู่ไหม? "ยังพูดคุยกันอยู่เพราะเรายังคุยเรื่องของลูก ในส่วนการดูแล เรื่องค่าเรียน ยังคงให้เขารับผิดชอบ ดูแลอยู่ ส่วนเราก็ยังดูแลเรื่องอื่นๆ ทั่วไป" มันมีการตกลงแบบจริงๆ จังๆ ไหมว่าส่วนไหนเธอดู ส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องดู? "ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการดูแลลูกแบ่งชัดเจนมาก แต่ส่วนที่เขาจะมาดูแลลูกกี่วันพี่ไม่ได้กะเกณฑ์เลย เพราะเรามีความรู้สึกว่าถ้าเขาไหวตรงไหน ก็ให้เขาดูแลไป แต่พี่เทเวลาให้ลูกอยู่แล้ว"

เท่าที่ฟัง ก็เหมือนทุกอย่างมันกลับกลายเหมือนเพื่อนคนหนึ่งแล้ว แต่อาจจะเป็นเพื่อนที่ไม่สนิท? "ใช่ น่าจะเป็นคนคนหนึ่งที่เราได้รู้จัก แล้วก็เป็นพ่อของลูก ระยะการห่างมันก็ห่างเพิ่มมากขึ้น แล้วการจบแบบไม่ได้แฮปปี้ มันมีอะไรที่เป็นรอยร้าว พูดจากันบางทีมันก็ไม่อยากมองหน้ากัน มันก็คงมีบ้าง ซึ่งจริงๆมันก็น่าจะเหมือนทุกคู่ที่เป็นแบบนี้ เราไม่ได้เป็นแบบเพื่อน เพราะเราชัดเจนในความสัมพันธ์ พอเลิกก็คือเลิก แล้วเขาก็มีหน้าที่ในการดูแลลูกแค่นั้นเอง" ตอนที่ตัดสินใจแยกทางกับสามี พี่อรได้บอกลูกยังไง? "ช่วงแรกๆ ไม่ได้บอกอะไรลูกเลย เพราะอยากให้วันเวลาเยียวยา และที่สำคัญหวังว่าวันเวลา อาจจะเปลี่ยนใจเขาได้ ในความคิดของเมียหลวง เดี๋ยวเขากลับมา แล้วมีความหวัง แต่เมื่อเหตุการณ์มันผ่านไปนานขึ้น มันก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกได้เห็นกับตาตัวเอง และลูกก็มาเล่าให้ฟัง" ตอนนั้นลูกมาถามเราไหม? "คือลูกก็ไม่กล้าบอกตอนนั้น แต่จะคุยกับพี่ชายก็คือหลานพี่อร คือที่บ้านพี่อรจะมีแม่ มีป้า มียาย มีน้า ที่บ้านพี่ไม่มีแม่บ้านช่วยกันทำงานกันเอง เพราะฉะนั้นลูกพี่ก็จะสนิทกับหลานพี่อร เขาก็จะมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วมีอะไรเขาก็จะคุยกับพี่ว่าวันนี้ไปก็เจอเพื่อน หลานก็มาเล่าให้เราฟังว่าอย่างนี้มันไม่ใช่แล้วนะ พอวันเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง เรามีความรู้สึกว่ามันน่าจะถึงจุดที่อยู่แล้วไม่มีความสุข ต่างคนต่างไม่มีความสุข ลูกเองก็ไม่มีความสุขเวลาออกไปทำกิจกรรมกับพ่อ แล้วเจอเหตุการณ์แบบนี้"

ได้มีวันไหนไมที่เราคุยเรื่องนี้แบบจริงๆ จังๆ ระหว่างพี่อรกับลูก หรือว่าปล่อยให้เวลาเยียวยา? "เวลาเยียวยา แล้วเสร็จแล้วแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่จะไปเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะหย่าร้าง ก้จะบอกว่าลูกถ้าพ่อกับแม่ต้องแยกทางกันโดยที่เราต้องไปทำเอกสารหย่าร้างลูกว่ายังไง ลูกคนโตเขาสามารถตอบได้ว่าไม่เป็นไรหรอกคุณแม่ตอนนี้ในสังคมมันมีแบบนี้เยอะ ต้องขอบพระคุณทางโรงเรียน เดี๋ยวนี้โรงเรียนมีวิธีการสอนกว้างแล้วก็จะมีวิทยากรณ์นอกไปให้คำแนะนำเรื่องของการใช้ชีวิต ลูกก็ได้ข้อมูลเรื่องแบบนี้มา เขาก็บอกว่าจริงๆ เขาก็มีเพื่อนที่เป็นแบบบ้านเรานะ มันไม่ใช่แค่เราคนเดียว แล้วมันก็ไม่ได้มีเรื่องการมาแบ่งแยกทรัพย์สิน เพราะครอบครัวพี่อรกับสามีก็ไม่ได้มีมาตั้งแต่ต้น ช่วยกันทำมาหากินมาตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องของการแบ่งทรัพย์สิน ทำสัญญามันไม่มีเลย มันอยู่ที่เรื่องของใจล้วนๆ ถ้าเขาไม่ให่้ใจเราแล้ว มันก็ไม่ควรที่จะไปต่อ" ใช้คำว่าหมดรักแล้วได้ไหม? "ใช่ๆ พอเขาหมดรักแล้ว พอเขาไปสร้างรักใหม่ทำให้ตัดใจจากเราได้มากขึ้น แต่เราโชคดีจริงๆ ที่เรามีลูกคอยเป็นกำลังใจที่ยึดเหนี่ยวสำหรับเรา ต้องบอกเลยถ้าไม่มีลูกอาจจะบ้าไปแล้ว โรคซึมเศร้าอะไรอย่างนี้ ต้องขอบคุณเขาที่เขาช่วยสร้างลูกที่น่ารักให้กับเรา"

เวลาที่เราเห็นคุณแม่เหนื่อยเสียใจ เราให้กำลังใจคุณแม่ยังไงบ้าง? อองรี : "ปกติเรากอดแม่อยู่แล้ว บอกรักแม่บ้าง" อองตอง : "ก็ไปกอดครับ" มาถึงเรื่องรายได้ของที่บ้าน เรื่องนี้พี่อรก็ได้มีการคุยอยู่ตลอดเวลา? "คุยตลอด ต้องบอกก่อนว่าคือเราไม่ได้เป็นครอบครัวที่มีเงินสำรองเลี้ยงชีพเป็นกอบเป็นกำ เพราะว่าพี่อรก็เริ่มต้นจากศูนย์แล้วเข้าสู่วงการ แล้วในระหว่างที่เราทำงานก็มีเรื่องให้ใช้จ่ายอยู่เรื่อยๆ จนแบบว่าไม่ได้มีเงินเก็บอะไร เวลาเราจะซื้อของหรือจ่ายอะไร บางครั้งเราก็รอให้ได้งานนี้เราค่อยซื้อ ก็จะบอกลูกเสมอว่าเราไม่ได้มีเงินที่เป็นเงินสำรองไว้เวลาจะซื้อหรือใช้จ่ายอะไรก็ต้องระวังเหมือนกัน" เรารับรู้มาว่าพี่อรมีห้องตัดเสื้อ แบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง? "มีร้านของตัวเองชื่อร้าน อรอนงค์ แล้วก็พอหลังโควิด ทุกอาชีพมีผลกระทบ แล้วยิ่งเราอยู่ในตลาด แล้วตลาดเปิดไม่ได้ ขายของไม่ได้ เสื้อผ้าที่มีสต็อกอยู่ เงินก็จม แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแบบนั้นเหมือนกัน พอเริ่มเปิดตลาดได้ พอที่จะขายของได้ แทนที่เราจะนั่งอยู่กับที่เราก็ต้องไปหาลูกค้า ก็เลยไปเปิดตลาดเป็นตลาดนัดขายของ เหมือนเปิดท้ายขายของ แล้วเราก็ต้องขอบคุณที่เรายังอยู่ในวงการบันเทิง แล้วเราเองก็ยังดีกว่าอีกหลายๆคนที่เจอปัญหาผลกระทบจากโควิด แล้วงานไม่มี ธุรกิจแย่ ถึงแม้จะได้เงินร้อย เงินพัน เงินหมื่น เงินแสน แต่ถ้าเราขยัน เราทำมาหากิน แล้วเป็นเงินที่เราได้มาโดยสุจริตมันไม่ต้องไปอายใคร แล้วไม่ต้องไปขอใครด้วย พี่อรว่ามีความสุขมากกว่า" มีไหมคนที่เข้าใจผิดมาทักเราด้วยคำพูดที่สะเทือนใจ? "ไม่เลยคะ เขาบอกว่าดีจังเลย พอเราออกมาขายข้างนอกเขาก็จะได้มาเจอเรา"

หน้าแรก » บันเทิง