หลังหายหน้าจากวงการบันเทิงและโซเชียลไปนานถึง 5 ปี “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” เปิดเบื้องหลังชีวิตในรายการ Woody Talk ที่หลายคนไม่เคยรู้ จนกลายมาเป็นเชฟเจลาโตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ ในวันที่ PARAMETER กำลังเป็นกระแสและมีลูกค้าต่อคิวยาว กลับเปิดเผยเรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าไม่ได้รับเงินเดือนจากร้านและตั้งใจจะเข้ามาทำเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่แบรนด์ดังเกินคาดจึงยังไม่สามารถถอยออกมาได้ พร้อมยืนยันว่าไม่เสียดายแม้ต้องออกจากธุรกิจในช่วงขาขึ้น เพราะมีโปรเจกต์ใหม่ที่ใหญ่กว่าและเป็นสิ่งที่หัวใจเรียกร้องรออยู่
จุดเริ่มต้นของการเรียนทำไอศกรีมและเจลาโต ?
"ก่อนที่ผมจะเรียนทำเจลาโต ผมเรียนทำขนมมาก่อน ซึ่งขนมแบ่งออกเป็นสองสาย คือ Bakery กับ Pastry เบเกอรีจะเป็นพวกขนมอบหรือขนมปัง ส่วนเพสตรีจะเป็นพวกขนมเค้ก เอาแบบคร่าว ๆ นะครับ ผมเรียนทำไอศกรีมมาก่อนแล้วผมชอบ พอไปเรียนเจลาโตที่ไทยก็รู้สึกสนุก แต่ก็เกิดความสับสนว่าทำไมบางแห่งบอกว่าเจลาโตคือไอศกรีมของคนอิตาลี แต่บางแห่งกลับบอกว่าเจลาโตกับไอศกรีมเป็นคนละอย่างกัน เรียนจากทุกสถาบันที่ดังในไทย แต่ละแห่งตอบไม่เหมือนกันเลย ผมจึงไปเรียนแบบส่วนตัวกับเชฟชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอาจารย์อีกทีในสถาบันนานาชาติ ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด ผมเรียนและอยู่กับเขาประมาณสองถึงสามวัน พอเรียนไป เขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของเจลาโตมีความสับสนมาก เพราะคนนำสูตรไปปรับเปลี่ยนกันเยอะ แต่จุดเริ่มต้นจริง ๆ อยู่ที่อิตาลี ตอนนั้นเมื่อหกปีที่แล้วผมยังไม่มีความรู้ เชฟฝรั่งเศสคนนั้นเลยบอกผมว่า “คุณดูบ้ามาก คุณไปอิตาลีเลย ไปเรียนที่นั่น” ผมเลยบินไปเรียนทำเจลาโตที่มหาวิทยาลัยตามที่เคยเปิดให้ดู เรียนจนจบก็มั่นใจมากว่าทำได้เก่งแล้ว กำลังจะซื้อเครื่องรุ่นใหม่ (Modern Machine) เพื่อเตรียมกลับเมืองไทยเมื่อหกปีที่แล้ว ช่วงโควิดเลยครับ ตอนนั้นมีการประท้วงอย่างหนัก กลับเมืองไทยไม่ได้ เพราะอิตาลีล็อกดาวน์ และไทยก็กำลังจะเริ่มล็อกดาวน์ สถานการณ์เริ่มวุ่นวาย จึงตัดสินใจไม่กลับ และเที่ยวต่อพร้อมกับชิมเจลาโตไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปพบกับร้านที่เป็นคลาสสิกเจลาโต"
.jpg)
คลาสสิกเจลาโตคืออะไร ?
"คลาสสิกเจลาโตคือกระบวนการทำเจลาโตที่พื้นฐานมาก การจะทำของหวานแช่แข็งอย่างเจลาโตให้ฟอร์มตัวขึ้นมาได้ ต้องมีสองอย่าง คือหนึ่งต้องมีถังเป็นภาชนะทรงกลม เพราะส่วนผสมต้องอยู่ข้างใน ถังนี้จะต้องหมุนและต้องมีความเย็น หากไม่เย็นหรือไม่หมุนก็ไม่ได้ ถ้าไม่หมุนจะเท่ากับการนำส่วนผสมเจลาโตไปแช่ในช่องแช่แข็งเฉย ๆ ออกมาแล้วจะแข็ง และเนื้อสัมผัสจะไม่สวย ขณะที่ถังหมุนและมีความเย็น ซึ่งสมัยก่อนใช้น้ำแข็งกับเกลือทำความเย็น พออุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ลงไปถึง -1 , -2 องศาเซลเซียส และพอ -3 องศาเซลเซียสเมื่อไหร่ ขณะที่ถังหมุน อากาศจะแทรกตัวเข้าไปในส่วนผสมที่เราใส่ลงไป เมื่ออากาศแทรกตัวเข้าไป เนื้อสัมผัสของเจลาโตจะฟอร์มตัวขึ้นมาเป็นเส้น ๆ ริ้ว ๆ สิ่งที่ผมเล่าให้ฟังเรียกว่า “คลาสสิกเจลาโต” ซึ่งทำกันมานานหลายร้อยปี เริ่มต้นอย่างเป็นจริงเป็นจังในยุคเรเนสซองส์ การใส่นมมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง แต่การทำตามสูตรแบบที่เรารับประทานกันทุกวันนี้เริ่มในยุคเรเนสซองส์ สมัยตระกูลเมดิชี ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี สิ่งที่ผมทำเหมือนกับที่ตระกูลเมดิชีทำทุกประการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด หากอยู่ที่อิตาลีจะทราบว่ากระบวนการนี้ทำกันแบบนี้ แต่การทำให้อร่อยจะต้องมีการตวงน้ำตาล ไขมัน และนม ต้องคำนวณสสารต่าง ๆ เรียกว่าการปรับสมดุล ต้องปรับสมดุลให้เป๊ะ เนื้อสัมผัสถึงจะออกมาสวยและเนียน แต่กระบวนการนี้ถูกทำให้เปลี่ยนไปเป็นโมเดิร์นเจลาโต ซึ่งหากไม่ต้องการคำนวณ ก็สามารถทำได้โดยใช้เครื่องรุ่นใหม่ที่เป็นเครื่องแนวนอน อาศัยการเร่งรอบเพื่ออัดอากาศเข้าไปปิดช่องว่างส่วนที่ไม่สมบูรณ์นั้น และจากโมเดิร์นเจลาโตก็มีการพัฒนาไปเป็นไอศกรีมที่แช่ในอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส แต่สิ่งที่ผมทำคือคลาสสิกเจลาโตที่เป็นแบบดั้งเดิม"
แปลง่าย ๆ ก็คือ คลาสสิกเจลาโตมาก่อนไอศกรีม ?
"มันมาก่อนครับ เจลาโตมีมานานเป็นหลักหมื่นปีแล้วครับ"
คิดว่าคนยังไม่เข้าใจความต่างระหว่างเจลาโตกับไอศกรีม ?
"ไม่เข้าใจครับ ตอนที่ผมเรียนแบบโมเดิร์น ซึ่งเป็นแบบที่ทุกคนทำผมเคยไปเถียงอาจารย์ที่นั่นว่า “คุณบ้าหรือเปล่า เจลาโตมีมาหมื่นปี เป็นไปไม่ได้ ตลกแล้ว คุณพูดเกินจริง” เขาเลยบอกให้ผมตามมา แล้วพาผมไปที่พิพิธภัณฑ์ให้ผมอ่าน ซึ่งผมอยากเปิดให้ดูมาก ในนั้นระบุเลยว่า เจลาโตมีมาตั้งแต่ 12,000 ปีก่อนคริสตกาล"
.jpg)
การลงลึกตกผลึกกับเรื่องนี้ถึง 5 ปี เป็นอย่างไร ?
"ผมอยากอธิบายให้ชัดเจนครับว่า ระยะเวลา 5 ปีในที่นี้ไม่ใช่การเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว ตอนเรียนโมเดิร์นเจลาโตผมใช้เวลาเรียนหนึ่งปี พอเรียนจบแล้วได้ไปพบกับคลาสสิกเจลาโต ได้ลองรับประทานแล้วรู้สึกประทับใจมาก จนรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เก่งอย่างที่เคยมั่นใจตอนเรียนโมเดิร์น มันเหมือนความรู้สึกเวลาที่เรามั่นใจว่ารู้อะไรบางอย่างดี แต่พอไปต่างประเทศแล้วได้พบสิ่งใหม่ จึงรู้ว่าเราไม่ได้รู้จริงหรือเก่งจริง เลยทิ้งเรื่องนั้นแล้วเริ่มเรียนใหม่ ระยะเวลา 4 ปีหลังจากนั้นผมเรียนทำคลาสสิกเจลาโต 2 ปี เรียนเรื่องการคั่วถั่วครึ่งปี และเรียนการทำเพสต์ (Paste) เพื่อให้มีความละเอียดและเข้าสูตรได้อย่างสมบูรณ์อีก 1 ปีครึ่ง การเรียนในที่นี้คือการเดินทางไปเรียน กลับมาทดลองในห้องปฏิบัติการ แล้วกลับไปทดสอบชิม ฝึกทำสลับกันไปมาอยู่แบบนี้ตลอด 5 ปีครับ"
ระหว่างนั้นยังทำเทศกาลดนตรีอยู่ไหม ?
"ไม่ได้ทำเลยครับ"
ทำงานอะไรเลี้ยงดูตัวเองและในการเรียน ?
"ผมใช้เงินเก่าครับ ขออธิบายสถานการณ์ของผมก่อน ตอนนั้นผมทำอยู่ 7 บริษัท มีบริษัทอีเวนต์ บริษัททำเทศกาลดนตรีอย่าง MAYA บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ บริษัทพีอาร์ บริษัทการตลาด และบริษัททำโครงสร้างอีเวนต์ รวมแล้วมีพนักงานประมาณ 130 คน พอกระทบกับสถานการณ์โควิด ทุกอย่างหยุดทั้งหมด มันหยุดลงทันที และเราไม่เคยเจอภาวะที่ไม่มีกระแสเงินสด เข้าบริษัทเลย ตลอด 10 กว่าปีที่ทำมา มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัทมาโดยตลอด เพื่อนำไปสร้างเทศกาลดนตรีต่อยอดไปเรื่อย ๆ"
พอไม่มีกระแสเงินสดเข้ามาจึงคิดว่าจะหยุดเลยดีกว่า ?
"ไม่ได้คิดจะหยุด แต่ถูกบังคับให้หยุด เพราะสถานการณ์เวลาถึง 3 ปีที่ไม่สามารถจัดงานอีเวนต์ได้เลย จึงคุยกับพนักงานและทุกคนก็แยกย้ายกันไป จนเหลือผมอยู่ตัวคนเดียว และมีพนักงานเหลืออยู่ประมาณ 1–2 คน ตอนนั้นคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน จึงไปนำลิขสิทธิ์ของวง BTS มาจำหน่ายที่เอ็มควอเทียร์ ไปดีลกับผู้ถือลิขสิทธิ์ของ BTS แล้วนำสินค้ามาขายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอเรื่องเจลาโต จุดเริ่มต้นคือจากการขายของ BTS ผมได้ไปขอลิขสิทธิ์ของ LINE ซึ่งทำตัวการ์ตูน BT21 ร่วมกับ BTS ทาง LINE ให้ลิขสิทธิ์มาขายสินค้าเรื่อย ๆ ทั้งช็อกโกแลตและสินค้าอื่น ๆ จนผมได้เห็นคาเฟ่ของเขาที่เกาหลี จึงอยากนำคาเฟ่เข้ามาทำ ทางเกาหลีประชุมออนไลน์กับผมและถามว่า "ใครจะเป็นคนทำ หากจะรับสิทธิ์ทำคาเฟ่ คุณต้องทำขนมเป็น" ผมจึงตอบไปว่าทำขนมได้ หลังจากนั้นจึงไปเรียนทำขนม จนได้ไปเจอเรื่องไอศกรีม และเรียนทำเจลาโตในที่สุด"
ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมอิตาเลียนบ้าง มีความใกล้เคียงกับคนไทยไหม ?
"ผมว่าคนอิตาเลียนมีความคล้ายคนไทยครับ เขามีความอัธยาศัยดี มีความต้อนรับ และไม่หวงวิชา เวลาถามอะไรเขาก็ตอบและช่วยสอน เขาเป็นคนสนุกสนาน น่ารัก และคล้ายคนไทยมาก คนอิตาเลียนน่ารักมาก"
.jpg)
คุณบอกว่า “ผมเป็นแค่เชฟ” อินมากถึงขั้นเอาตัวเองเข้าแลกกับการทำคอนเทนต์การตลาดรุกหนักจนคนมองว่า Rage Marketing ได้รับการตอบกลับอย่างไรบ้าง ?
"มันตลกดีครับ"
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ PARAMETER มีอะไรบ้าง ?
"จุดเริ่มต้นจริง ๆ ของคลิปพวกนี้ ผมทำมานานแล้วครับ โดยเล่นกับเด็ก ๆ นักเรียนชั้น ม.1 ถึง ม.6 ที่ชอบเข้ามาแกล้งผมหน้าร้าน ตอนแรกผมเริ่มทำคอนเทนต์เตือนว่า “อย่าไปเคี้ยว ให้ตักคำเล็ก ๆ อย่าไปเคี้ยว” พอเด็ก ๆ มาหน้าร้านก็ตั้งใจตักคำใหญ่แล้วบอกว่า “ผมจะเคี้ยว เจลาโตพี่” เขาก็มาแกล้งและเรียกผมออกไปถ่ายรูป ถ่ายคอนเทนต์ ขณะที่ผมทำเจลาโตอยู่ เขาก็เรียก “พี่กฤษณ์ ดูสิ มันละลายแล้ว” ผมก็คิดว่าเด็กพวกนี้เล่นอะไรกัน เพราะผมหายจากโซเชียลไป 5 ปี สังคมเปลี่ยนไปเยอะมาก โซเชียลมีเดียไปเร็วมากจริง ๆ ผมไม่คิดว่าจะออกมาเป็นแบบนี้ ผมก็เลยออกไปเล่นกับพวกเขา ทำคลิปกวน ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ช่วงหลังไม่ใช่กลุ่มเด็กหรือกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ดูแล้ว เป็นคนอื่นเข้ามาดูแล้วไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นการก้าวร้าวหรือไปบังคับลูกค้า หรืออย่างคลิป Messi ที่ผมเปรียบเทียบตัวเองกับ Messi มันเป็นคลิปไร้สาระ คำพูดที่ผมพูด ถ้าคนที่รู้จักตัวตนผม จะรู้เลยว่าผมทำเล่น ๆ กวน ๆ ปั่นคอนเทนต์ไปอย่างนั้น"
คิดว่ามีหลายคนที่ไม่รู้จักคุณไหม ?
"มีครับ มีคนหลายคนในตอนนี้ที่ไม่รู้จักผม เด็ก ๆ อะไรอย่างนี้"
คุณก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ?
"ไม่มีครับ ผมตั้งใจว่าผมจะทำร้านนี้แล้วจะไปทำอย่างอื่น แต่มันดันดัง เรื่องจริงครับ มันดัง แค่นั้นเลย ผมตั้งใจจะทำแค่นิดเดียว แล้วดันกลายเป็นกระแสจนตอนนี้ยังถอยออกไม่ได้"
แล้วจะไม่ทำต่อกับ PARAMETER แล้วเหรอ ?
"ผมมีเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่าและอินมากกว่านี้ ถามว่าเสียดายไหมที่แบรนด์กำลังเป็นกระแส ไม่เสียดายครับ เดี๋ยวพอฝึกอบรมคนและวางระบบเสร็จผมก็จะออก หน้าที่หลัก ๆ ของผมตอนนี้คือทำเจลาโต แล้วก็ถ่ายคลิปเล่น ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะรู้สึกสนุก แค่นั้นเองครับ"
เล่าตารางชีวิตประจำวันให้ฟังหน่อย ว่าเป็นอย่างไร ?
"ตื่นเช้ามาผมก็ต้องไปคุมพนักงานทำเจลาโตแล้วครับ ร้านผมเริ่มมากันหกโมง แต่เริ่มขายสิบโมง แต่พนักงานร้านผมเริ่มทำงานกันตั้งแต่เจ็ดโมง เจ็ดโมงคือตองถึงพารากอนแล้ว ในขณะที่ร้านเปิดขายตอนสิบโมง ต้องเตรียมเยอะมากครับ เพราะไม่ได้ทำสำเร็จจากครัวกลาง แต่เป็นการทำสด ๆ ที่หน้าร้านทั้งหมดครับ ต้องคุมคุณภาพช่วงแรกให้เป๊ะ ฝึกอบรมพนักงานให้สามารถทำได้เหมือนที่ผมทำให้ได้ แล้วผมถึงจะถอยออกมาครับ"
คุณเป็นคนแพ้ถั่วไม่ใช่เหรอ แล้วชิมรสชาติอย่างไร?
"ใช่ครับ ผมก็ใช้วิธีชิมนิดหน่อยครับ ช่วงหลังเริ่มมีภูมิคุ้มกัน อาการแพ้เลยน้อยลง"
.jpg)
อาการแพ้แต่ก่อนรุนแรงระดับไหน?
"มีผื่นขึ้นและมีอาการคันครับ แต่ช่วงหลังแพ้น้อยลงเพราะผมหยุดรับประทานผักครับ แต่ก่อนผมเคยเข้าใจว่าการรับประทานผักเป็นสิ่งที่ดี แต่พอได้ศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้ง พบว่าการรับประทานผักอาจไม่เหมาะกับร่างกายของบางคน เมื่อก่อนผมรับประทานผักมาตลอด แล้วมักจะเป็นสิว รวมถึงทำให้ระบบลำไส้ (Gut health) พัง ผมเลยตัดสินใจหยุดรับประทานผัก ปัจจุบันผมไม่รับประทานผักเลย ผลปรากฏว่าสุขภาพดีกว่าแต่ก่อนมาก ค่าเลือดทุกอย่างออกมาดีทั้งหมดครับ รับประทานไฟเบอร์จากผลไม้แทนครับ ปัจจุบันผมรับประทานอาหารรูปแบบคาร์นิวอร์ (Carnivore Diet) 100% แต่จะมีการรับประทานคาร์โบไฮเดรตบางชนิดช่วงที่ออกกำลังกาย ตอนนี้ผมจัดสรรการรับประทานอาหารแยกเป็นส่วน ๆ ผมเน้นรับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก ส่วนคาร์โบไฮเดรตจะเลือกรับประทานแค่ข้าวขาวและข้าวเหนียวเท่านั้น เพราะข้าวกล้องส่งผลเสียต่อระบบลำไส้ของผม จึงไม่รับประทานครับ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนกันนะครับ นี้คือระบบลำไส้ของผม ไม่เกี่ยวกับคนอื่น บางคนรับประทานผักแล้วดีก็รับประทานได้ครับ"
ระบบลำไส้ของคุณไม่เหมาะกับผักเพราะอะไร ?
"เพราะผักทำให้เกิดการอักเสบในระบบลำไส้ของผม ผมก็เลยไม่รับประทานผักเลย และผมทดสอบแล้วว่า เมื่อไม่รับประทานผัก ประสิทธิภาพร่างกายดีกว่า ค่าเลือดดีกว่า โดยรวมและองค์รวมของร่างกายดีกว่า ผมจึงเลือกที่จะไม่รับประทานครับ ส่วนผลไม้สามารถรับประทานได้ทั้งหมดครับ ตอนนี้ผมจะรับประทานอาหารอยู่ 3 อย่าง อย่างแรกคือ เนื้อสัตว์ล้วน ๆ โดยไม่ปรุงรส ไม่ใช้น้ำมัน ไม่ใส่ซอส ซีอิ๊ว ผมไม่ได้รับประทานแบบนี้มานานมากแล้วครับ สมมตินำเนื้อมาต้มเป็นซุป ผมจะไม่ใส่ซอสปรุงรสเลย ยกเว้นเกลือครับ รับประทานเนื้อ ไก่ หมู ตามปกติ อาหารทอดผมไม่รับประทานเลยครับ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผมไม่รับประทานของทอดเลย เป็นศูนย์ครับ ค่าไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ของผมไม่สูง"
อาหารพวกโปรตีนเหล่านี้ ต้องเลือกร้านไหม ?
"เลือกครับ ผมเลือกร้านอยู่แล้ว อย่างเนื้อสัตว์ที่รับประทานก็ต้องเลือกที่มีคุณภาพดี ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ย่าง ต้ม หรือจี่กระทะ ส่วนคาร์โบไฮเดรตจะเป็นข้าวขาวและข้าวเหนียว สมัยก่อนผมเคยมีความเข้าใจว่าการรับประทานข้าวกล้องดี ซึ่งข้าวกล้องดีสำหรับคนที่ไม่แพ้ครับ แต่ข้าวกล้องในบางแหล่งจะมีสารบางอย่างติดมาด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวผม ทุกครั้งที่รับประทานข้าวกล้อง ค่าปรอทในร่างกายผมจะสูงขึ้น ตรวจเจอตลอด ผมจึงหยุดรับประทาน พอนำออกไป ประสิทธิภาพร่างกายและค่าเลือดก็ดีขึ้นครับ"
ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาต้องทำงานหนักมาก บวกกับข่าวคราวและปรากฏการณ์ทางการตลาด รู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างไหมครับ ?
"ไม่มีเลยครับ เฉย ๆ มาก เข้าใจสังคมและเข้าใจตลาดเป็นอย่างดีครับ"
อยู่ในวงการสื่อมา 20 ปี ในยุคโซเชียลมีเดียนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง ?
"ผมมองว่าเรากำลังเดินตามต่างประเทศครับ ที่นั่นเป็นแบบนี้มานานแล้ว พอสังคมไทยเปิดกว้าง คนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที สื่อหลักลดบทบาทลง กลายเป็นสื่อบนหน้าจอ (On-screen) ทุกคนมีช่องทางของตัวเอง การแสดงความคิดเห็นจึงเร็วมาก ถูกหรือผิดไม่รู้แต่กระจายไว ซึ่งสำหรับผมถือเป็นเรื่องปกติ และในที่สุดเราจะไปถึงจุดที่ใครจะพูดอะไรก็พูดได้เพราะมีสื่อในมือ ซึ่งต้องอาศัยภูมิคุ้มกันพอสมควร แต่เสียงรบกวน (Noise) เหล่านี้ทำอะไรผมไม่ได้เลยครับ"
ล่าสุดกับเคสที่เกิดขึ้นมีมุมมองอย่างไร ?
"อย่างเคสที่เกิดขึ้นกับผมล่าสุด อธิบายแบบนี้ครับ เรื่องแรกคือผมเล่นและกวนประสาทกับเด็ก ๆ แต่พอรู้สึกว่าเริ่มไปกระทบคนอื่นในแง่ลบ ผมก็หยุด ไม่เข้าไปยุ่งแล้ว ที่ไปตอบคอมเมนต์บางอัน เพราะผมรู้สึกว่าข้อมูลมันไม่ถูกต้อง ผมแค่ไปตอบให้มันถูกต้องแค่นั้นเองครับ เช่น บางคนบอกว่าเจลาโตมีมา 1,000 ปี แต่ตอนผมไปดูที่พิพิธภัณฑ์ มันมีมา 10,000 ปี ผมก็แค่บอกว่าความรู้คุณยังไม่ถึง 10,000 ปีนะ คนก็หาว่าผมเพี้ยน ว่าบ้าหรือเปล่า มีมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์เลยเหรอ ซึ่งผมเข้าใจเขานะ เพราะผมก็เคยไปเถียงอาจารย์คนอิตาลีแบบนี้เหมือนกันครับ ก็เหมือนผมตอนไปเถียงอาจารย์ที่อิตาลีว่า "คุณบ้าหรือเปล่า มีมาหมื่นปี" พอไปเห็นของจริงในพิพิธภัณฑ์ถึงได้รู้ว่าความรู้เรายังไม่ถึงจริง ๆ มีมาหมื่นปีจริง ๆ ผมควรจะเชื่ออะไร ระหว่างเอไอ (AI) กับ พิพิธภัณฑ์เจลาโตยุโรป (Gelato Museum) ครับ"
คุณบอกว่า เจลาโตของ PARAMETER อร่อยที่สุด ถือเป็นการเคลมที่ชัดเจนมาก วันนี้ถือว่าที่สุดในไทยหรือยัง ?
"ที่สุดในโลกครับ ไม่ใช่แค่ในไทย ผมเคยรับประทานระดับเบอร์หนึ่งของโลกมาแล้ว สำหรับเจลาโตนะครับ ไม่ใช่ไอศกรีม ขออธิบายเรื่องนี้ก่อนครับ"
เป้าหมายใหม่ สิ่งที่ตื่นเต้นกว่า และการเตรียมส่งต่อ PARAMETE
"พราะผมมีเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่านี้ครับ มันน่าตื่นเต้นมากกว่าเรื่องเจลาโต ผมมีเรื่องอื่นที่ตั้งใจจะทำครับ รอให้ผมถอยออกจาก PARAMETER ให้ได้ก่อนครับ ตอนนี้ผมยังต้องเข้าไปที่สาขาสยามพารากอนทุกวัน ผมกำลังพยายามอยู่ครับ ต้องฝึกอบรมพนักงาน (Train) ทุกวัน ทำอย่างไรให้พนักงานทำได้ตามมาตรฐาน ไหนลองส่งรูปให้พี่ดูหน่อยสิ แต่ทุกวันนี้ยังทำได้ยากเพราะลูกค้าเยอะมาก และคนก็อยากมาเจอเรา แต่ถ้าเป็นงานอีเวนต์หลังจากนี้บอกตรง ๆ เลยว่าคงจะไม่เข้าแล้วครับ"
.jpg)
ชีวิตกำลังจะเข้าสู่วัย 50 ปีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก้าวต่อไป Next Step ที่อยากทำมีพลังงานหรือความตั้งใจอะไรที่อยากทำอีกบ้าง ?
"เรื่องใหม่นี้แหละครับที่ผมตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นจริง ๆ ครับ ในระหว่างที่ทำเจลาโต ผมก็เริ่มเห็นภาพและคิดเรื่องนี้ควบคู่กันมาตลอด ส่วนเจลาโตก็ดำเนินควบคู่ไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ใกล้แล้วครับ คิดมาพร้อม ๆ กับเจลาโต แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หัวใจเราเรียกร้อง ชีวิตคนเราเวลาคิดว่าเกิดมาจะทำอะไรดี ผมเชื่อว่าต้องเป็นสิ่งที่ทำแล้วใจฟู ตื่นเต้นครับ เรามอสงเห็นภาพชัดเจน ผมเตรียมตัวไว้เรียบร้อยแล้วครับ"
ได้เรียนรู้มาเยอะมากในอดีต ทั้งงานสื่อ งานคอนเทนต์ และงาน Festival อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกงาน ?
"สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบนะครับ แต่สำหรับผม ถ้าคิดจะทำอะไรก็ตามต้องทำของที่ดีที่สุด อันนี้คือตัวตนของผมเลยครับ ผมอยากพัฒนาให้มันดีแบบไม่มีอันดับสองครับ"
สามารถติดตาม WOODY TALK ได้ที่ช่องทาง Podcast : WOODY TALK , Facebook: Woody, Youtube: Woody เวลา 18.00 น.
คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=DI2bek_FIu8