วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 01:27 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.51 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.51 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.51 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.65 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.43-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างมีความคาดหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้น ซึ่งอาจนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ ซึ่งภาพดังกล่าว ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยให้โอกาสราว 78% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน มีความคืบหน้าไปพอสมควร และอาจมีการประกาศข้อตกลงเบื้องต้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งเป้นไปได้ว่า จะมีทั้งการประกาศหยุดยิง (เพื่อเดินหน้าการเจรจา) พร้อมกับ การเริ่มทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าว (หากเกิดขึ้นจริง) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้บ้างและอาจมีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนเมษายน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง คาดการณ์ครั้งที่ 2 ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2026 และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่ง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 95% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 48% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า)

ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 91% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะยังคงรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดพนัน (Prediction Markets) ต่างประเมินว่า นายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer อาจลงจากตำแหน่งภายในปีนี้ (โอกาสราว 66% ที่จะลงจากตำแหน่งก่อนเดือนกันยายน)

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (Official Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนพฤษภาคม รวมถึงรายงานผลกำไรภาคธุรกิจอุตสาหกรรม (Industrial Profits) ในเดือนเมษายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราเงินเฟ้อพื้นที่กรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสราว 76% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ทั้งธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% และ 2.50% ตามลำดับ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ทั้ง RBNZ และ BOK อาจสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 126bps และ 115bps ตามลำดับ (Implied Policy Rate จาก OIS Curve) ภายในระยะเวลา 1 ปี ข้างหน้า สะท้อนถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า บรรดาธนาคารกลางอาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่เสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น จนทะลุกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง

ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +20%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +29%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.3 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนเมษายน ที่ควรจะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคการผลิตของไทยมากขึ้น 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงพอควร หลังผู้เล่นในตลาดกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น โดยล่าสุด ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียของเช้าวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม ได้มีกระแสข่าวมากขึ้น ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ที่จะนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตอบรับกระแสข่าวดังกล่าว ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้นำเข้า (โฟลว์ธุรกรรมปลายเดือน) แถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีแนวรับสำคัญถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า จะเห็นได้ เมื่อมีการเจรจาหยุดยิงมีรูปธรรมชัดเจน แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงและการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง โดยมีโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงได้ ทว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลับมาหนุนเงินดอลลาร์ได้ไม่ยาก

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.85 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาท/ดอลลาร์