วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 12:18 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงลงหนัก”

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.05 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงลงหนัก”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.94 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.89-33.19 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ว่ามีความ Hawkish ขึ้นมาก จากช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดพร้อมใจกันปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฉพาะ โอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงหนัก สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทพอสมควร

สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ที่ย้ำว่า FED พร้อมคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้พอสมควร

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และ ถ้อยแถลงของบรรเจ้าหน้าที่ FED

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนสิงหาคม ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาในส่วนของรายงานดัชนีด้านราคา (Prices Index) โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ราว 56% โดยให้โอกาสถึง 61% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED’s Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ของตลาดการเงินเอเชีย

ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสถึง 95% ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายนนี้

ฝั่งเอเชีย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 2.75% ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% โดย RBNZ ยังมีโอกาสทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วน BNM อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ หลังอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1.5%-2.5% (ค่อนไปทางกรอบล่าง) ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสกว่า 88% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนสิงหาคม ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ตามกระแส AI Boom รวมถึงอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง หรือ อย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว ภายใต้การประเมินโดยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน) โดยในระยะสั้น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ อย่างไรก็ดี เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

โดยหาก รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลง พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวม เงินบาทอาจมีโซนแนวรับสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หลังอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-way risk หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนกันยายนและในปีนี้ พอสมควร ทำให้ เงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.50 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.05-33.30 บาท/ดอลลาร์