ข่าวสังคม
ประธานหอการค้าไทย-จีนแนะผู้บริหารไทยรุ่นใหม่เร่งปรับตัวสู่วัตกรรม AI
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ประธานหอการค้าไทย-จีน บรรยายหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ถอดรหัส “การผลิตอัจฉริยะ” ชี้จีนก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมด้วย AI แนะผู้บริหารไทยเร่งปรับตัว
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดการบรรยายพิเศษในหลักสูตร “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3” (Young Executive Program 3) ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และ China Media Group โดยในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา จัดในหัวข้อ “ถอดรหัสการผลิตอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมจีนด้วย AI” โดย ดร. ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก โดยมีนายซุนกวงหย่ง เลขาธิการสมาคมฯ ฝ่ายจีน ให้การต้อนรับ และ มีคณะผู้บริหารเข้าร่วมรับการอบรมกว่า 60 ท่าน
.jpg)
ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ได้ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าจีนได้เปลี่ยนผ่านจาก "ฐานการผลิตราคาถูก" ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน "พลังการผลิตใหม่" (New Productive Forces) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) จีนมุ่งเน้นการผลิตที่ฉลาดที่สุดและมีคุณภาพสูงที่สุด เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกว่า 4-5 เท่า การนำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์ (Robotics) เปรียบเสมือนการสร้างระบบที่มีทั้ง "สมอง" และ "ร่างกาย" ที่สามารถตัดสินใจเองได้ มีความแม่นยำสูง และทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดด้านความเหนื่อยล้าเหมือนแรงงานมนุษย์
ในการบรรยายได้มีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ "ท่าเรืออัจฉริยะ" โดยเฉพาะท่าเรือชิงเต่าซึ่งเป็นต้นแบบแห่งแรกของโลกที่ใช้ระบบไร้คนขับ 100% ควบคุมผ่านเครือข่าย 5G และ AI แบบเรียลไทม์ รวมถึงกลุ่มท่าเรือในภูมิภาคกว่างซี อาทิ ท่าเรือชินโจว ที่กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงเส้นทางสายไหมใหม่ (BRI) จุดเด่นที่สำคัญคือความเร็วในการบริหารจัดการ เช่น การซ่อมบำรุงเรือเทกองขนาดใหญ่ที่จีนใช้เวลาเพียง 15 วัน ขณะที่ประเทศอื่นอาจใช้เวลานานถึง 1-2 เดือน ซึ่งความรวดเร็วนี้ช่วยลดค่าเสียโอกาสที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีท่าเรือเป๋ยไห่ที่มีระบบสายพานลำเลียงวัตถุดิบจากเรือเข้าสู่โรงงานโดยตรง ช่วยลดต้นทุนการขนส่งซ้ำซ้อนและเพิ่มปริมาณการขนถ่ายได้สูงถึง 70,000 ตันต่อวัน ซึ่งสูงกว่าศักยภาพของท่าเรือทั่วไปหลายเท่าตัว
(1).jpg)
ดร.ณรงค์ศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงความก้าวหน้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักและนวัตกรรมยานยนต์ โดยระบุว่าโรงงานอัจฉริยะในจีนปัจจุบัน เช่น โรงงานของ Xiaomi หรือแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง "หงฉี" (Hongqi) และกลุ่ม FAW มีขีดความสามารถในการผลิตที่น่าทึ่ง โดยสามารถผลิตรถยนต์หนึ่งคันเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 5-7 นาที ด้วยระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด นอกจากนี้จีนยังก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด โดยมีการพัฒนาทางเลือกอย่างรถบรรทุกไฟฟ้าและไฮโดรเจนที่มีดีไซน์ทันสมัยและซัพพลายเชนภายในประเทศที่แข็งแกร่ง 100% ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยากจะเลียนแบบ และกำลังเป็นผู้เล่นสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนตลาดในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ดร. ณรงค์ศักดิ์ มองว่าปัญหา "สินค้าจีนล้นตลาด" หรือ China Dumping Effect เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส ในมุมของผู้บริโภคอาจได้สินค้าคุณภาพดีราคาถูก แต่ในมุมผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและมองจีนเป็น "พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์" แนวทางสำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากจีนควบคู่ไปกับเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการกำหนดนโยบาย Local Content ที่มุ่งเน้นชิ้นส่วนไฮเทค ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนพื้นฐาน เพื่อให้วิศวกรและแรงงานไทยสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ระดับสูงและพัฒนาซัพพลายเชนของตนเองขึ้นมาได้ เหมือนดังเช่นที่ไทยเคยทำสำเร็จร่วมกับญี่ปุ่นในอดีต
.jpg)
ในช่วงท้าย ดร.ณรงค์ศักดิ์ ได้ให้ความเชื่อมั่นว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากเรา "ใช้ให้เป็น" โรงงานอัจฉริยะในอนาคตจะยังคงต้องการแรงงานมนุษย์ที่มีทักษะสูงในการควบคุมระบบและวิเคราะห์ข้อมูล สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำคือการอัปสกิลแรงงานให้ทันต่อความต้องการของนักลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่ยังมีตำแหน่งงานว่างอีกนับหมื่นตำแหน่ง วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องปรับมุมมองจากการเผชิญหน้า เป็นการร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดดไปพร้อมกับนวัตกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลักสูตร ผู้เข้าร่วมอบรมยังได้รับการเสริมทักษะการสื่อสารภาษาจีนโดย อาจารย์หยาง ฉางเจียง จากสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เพื่อสร้างรากฐานความเข้าใจในวัฒนธรรมและภาษา อันเป็นกุญแจสำคัญในการเจรจาธุรกิจและสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนในอนาคต
.jpg)
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » ข่าวสังคม
ข่าวในหมวดข่าวสังคม ![]()
กรมชลฯยันโครงการแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่โปร่งใสแก้น้ำท่วม–ภัยแล้งอย่างยั่งยืน 13:09 น.- ฉลอง 50 ปี สมาคมสื่อไทย-จีนจับมือซินหัวยกระดับความร่วมมือสื่อและวิชาการ 18:57 น.
- เสริมสิริมงคลรับเทศกาลตรุษจีน.. ทำบุญยิ่งใหญ่ พร้อมสะเดาะเคราะห์ปีแรง "ม้าไฟ" 18:44 น.
- สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีนเยือน CMG ปักกิ่งฉลอง 50 ปีกระชับความร่วมมือ 19:21 น.
- ชป.มั่นใจน้ำในอ่างฯ เพียงพออุปโภคบริโภคเดินหน้าส่งน้ำตามแผนอย่างทั่วถึง 19:12 น.



