วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569 21:57 น.

ข่าวสังคม

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯขับเคลื่อน “ขยะไปต่อ” เชื่อม กทม.–ดอยตุงเปิดพื้นที่เรียนรู้ป่าในเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯร่วมขับเคลื่อน BKKCAW 2026 ชู “ขยะไปต่อ” เชื่อมแนวทาง กทม.–บทเรียนดอยตุง พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้ป่าในเมืองและแฟชั่นหมุนเวียน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมขับเคลื่อน Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) ด้วยการจัดกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน ในระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมการจัดการขยะ ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่สีเขียวในเมือง และการใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียน โดยออกแบบให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสภาพภูมิอากาศ เมือง การทำงาน และการใช้ชีวิต พร้อมนำแนวคิดไปปรับใช้ได้จริง นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากการจัดงาน และสนับสนุนเป้าหมายการจัดงานแบบ Net Zero โดยมีกิจกรรมสำคัญมากมาย

กิจกรรม “ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง” ประกอบด้วยเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจร เชื่อมโยงแนวทางของกรุงเทพมหานครกับบทเรียนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่การลดและจัดการขยะ ณ จุดกำเนิด การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทสู่ปลายทางที่เหมาะสม พร้อมนำเสนอตัวอย่างที่ประชาชน สำนักงาน และองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง เหมาะสม โดยมีนางสาวภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ ก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง KongGreenGreen ดำเนินรายการ สื่อมวลชน และ ผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สำนักงานกรุงเทพฯ ถนนพระราม 4

นางสาวภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การลดขยะสู่บ่อฝังกลบไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ “ระบบต้นทาง–กลางทาง–ปลายทาง” เชื่อมต่อกันจริง ตั้งแต่การลดการสร้างขยะ การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง การจัดเก็บที่ไม่ปะปนกัน ไปจนถึงการส่งต่อขยะแต่ละประเภทไปยังปลายทางที่เหมาะสม กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับประชาชน ชุมชน อาคารสำนักงาน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะในชีวิตประจำวัน พร้อมทำให้ประชาชนเห็นว่า ขยะที่คัดแยกแล้วสามารถ “ไปต่อ” ได้จริง หากมีระบบรองรับที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ หรือขยะประเภทอื่นที่สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ ประเด็นสำคัญที่ผู้แทน กทม. เน้นคือ การจัดการขยะไม่ใช่เพียงการเพิ่มถังหรือรณรงค์ให้คนแยกขยะเท่านั้น แต่ต้องทำให้คนมั่นใจว่า เมื่อแยกแล้ว ขยะจะไม่ถูกเทรวม และมีผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

“กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ Bangkok Reduce – Bangkok Reuse ซึ่งตั้งเป้าลดขยะพลาสติก 100 ล้านชิ้น ผ่านการลดใช้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และผลักดันมาตรการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เน้นย้ำ

ด้าน ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ระบบดังกล่าวเริ่มจากการสำรวจชนิด ปริมาณ และแหล่งกำเนิดของขยะ ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบวิธีจัดเก็บ กำหนดผู้รับผิดชอบ และเชื่อมต่อขยะแต่ละประเภทกับปลายทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ใช้งานและผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการเก็บข้อมูล ติดตามผล และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง แนวทางจากดอยตุงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสำนักงานขององค์กรเอกชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนจำนวนมากใช้ทรัพยากรและสร้างขยะร่วมกันในแต่ละวัน โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน แม่บ้าน ผู้ดูแลอาคาร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้รับวัสดุปลายทาง การจัดการขยะในสำนักงานจึงต้องครอบคลุมทั้งระบบภายในอาคารและการส่งต่อภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะที่จัดการไว้แล้วกลับมาปะปนระหว่างทาง และทำให้วัสดุแต่ละประเภทสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจัดการได้อย่างเหมาะสม

ดร.ธนพงศ์ ยกตัวอย่าง WHA Tower ชั้น 20–25 เป็นกรณีศึกษาด้านการนำองค์ความรู้จากดอยตุงมาขยายผลผ่านงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 8 เดือน ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมสำรวจประเภท ปริมาณ และเส้นทางของขยะ ก่อนวางระบบรองรับขยะ 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะพลังงาน RDF และขยะอันตราย พร้อมเชื่อมต่อกับพันธมิตรปลายทาง จัดตั้งคณะกรรมการภายใน อบรมพนักงานและแม่บ้าน จัดทำคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน และพัฒนาระบบติดตามผล ผลการดำเนินงานพบว่าไม่มีขยะจากพื้นที่โครงการถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ อัตราการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.96 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 50 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกัน พนักงานและผู้ปฏิบัติงานมีพฤติกรรมด้านการจัดการขยะที่ดีขึ้น และบางส่วนนำแนวทางกลับไปใช้ที่บ้าน สะท้อนว่าองค์กรสามารถเริ่มจากพื้นที่นำร่อง ใช้ข้อมูลพัฒนาระบบ และสร้างศักยภาพบุคลากรเพื่อให้ดำเนินงานต่อได้ด้วยตนเอง

ภายในงานยังมีเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมฝึกจำแนกขยะและจัดทำแผนการจัดการขยะสำหรับพื้นที่ของตนเอง โดยเรียนรู้แนวทางจำแนกขยะตามรูปแบบที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำมาใช้ ประกอบด้วย 6 ประเภท ได้แก่ วัสดุรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะเปื้อน ขยะพลังงาน RDF ขยะจากห้องน้ำ และขยะอันตราย โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมวิเคราะห์แหล่งกำเนิด ปริมาณ วิธีเก็บรวบรวม ผู้รับผิดชอบ และปลายทางของขยะแต่ละประเภท เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำแผนการจัดการที่เหมาะสมกับบ้าน สำนักงาน หรือองค์กรของตน โดยรูปแบบการจำแนกและจัดการขยะต้องสอดคล้องกับขยะที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงปลายทางที่สามารถรองรับได้ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังจัดกิจกรรม “Microforests in the City: Rethinking Green Spaces for People, Climate and Biodiversity” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00–17.00 น. ณ สำนักงานพระราม 4 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบ ดูแล และวัดผลป่าขนาดเล็กในเมือง ผ่านกรณีศึกษา CDL MicroForest ประเทศสิงคโปร์ โดยรองศาสตราจารย์ Adrian Loo Hock Beng รองผู้อำนวยการ Centre for Nature-based Climate Solutions แห่ง National University of Singapore (NUS), Priscilla Tan ผู้จัดการอาวุโสด้านความยั่งยืน City Developments Limited (CDL) และศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้ง Wewilding ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การออกแบบโครงสร้างป่าและชนิดพืช การดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพภูมิอากาศเฉพาะพื้นที่ พร้อมจัดเวิร์กช็อปให้ผู้เข้าร่วมออกแบบป่าขนาดเล็กบนพื้นที่จำลองขนาด 500 ตารางเมตรในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาแนวคิดที่สามารถนำไปทดลองและต่อยอดในโครงการอาคาร พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่สาธารณะได้อย่างเป็นรูปธรรม

กมลนาถ องค์วรรณดี จากแบรนด์ DOITUNG EVERYDAY

ขณะเดียวกันภายในงานยังมีเวทีสนทนา Every Shade of Fashion จัดโดย กมลนาถ องค์วรรณดี ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และงานหัตถกรรมยั่งยืนจากแบรนด์ DOITUNG EVERYDAY ร่วมกับ อมรพล หวานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Moreloop และ Cavina Willson ผู้แทน Sustainable Fashion Week UK เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดวัสดุเหลือทิ้ง และสร้างทางเลือกด้านแฟชั่นที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตามกิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสภาพภูมิอากาศ เมือง การทำงาน และการใช้ชีวิต พร้อมได้รับแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

หน้าแรก » ข่าวสังคม