วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569 04:11 น.

ข่าวสังคม

ปลุกภาคประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐแก้ไขกฎหมายกินรวบ “ภาษีบาป”

วันศุกร์ ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

ภาคประชาชนชี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมี Earmark Tax “ระบบสำรองยามวิกฤต” ค้ำจุนสุขภาพและสังคมไทย ชวนส่งเสียงก่อน 14 ต.ค.69

วันที่ 9 ต.ค.69 นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวถึงกรณีข้อเสนอปรับเปลี่ยนกลไกการจัดสรรเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ 4 กองทุน ได้แก่ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินที่ช่วยให้ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความผันผวนทางการเมืองและข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยมีประเด็นสำคัญ คือการมีระบบ Earmark Tax “ระบบสำรองไฟอัตโนมัติ” ลดผลกระทบจากความผันผวนทางการเมือง ซึ่งเป็นกลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmark Tax) กำหนดให้รายได้ภาษีบางส่วน เช่น ภาษีสุราและยาสูบ จัดสรรให้กองทุนตามกฎหมาย ช่วยลดการพึ่งพางบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว และสนับสนุนงานป้องกันปัญหาสุขภาพและสังคม โดยยังต้องมีระบบกำกับดูแลและตรวจสอบที่โปร่งใส ทั้งนี้ ความต่อเนื่องของเงินทุนขึ้นอยู่กับกฎหมาย รายได้ และการบริหารจัดการของแต่ละกองทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีเงินสนับสนุน แต่คือการทำให้งานป้องกันสุขภาพ ความปลอดภัยทางถนน และการสื่อสารสาธารณะเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่สะดุดตามความผันผวนทางการเมือง 

นายพรหมมินทร์ กล่าวว่า ในอดีตเรามีบุคคลสำคัญที่ได้วางรากฐานจากยุทธศาสตร์ไว้ กลไกเหล่านี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของแพทย์ชนบทและนักปฏิรูประบบสุขภาพรุ่นบุกเบิก โดยอาศัยแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ที่เชื่อมพลังวิชาการ พลังสังคม และพลังนโยบายเข้าด้วยกัน บุคคลสำคัญ ได้แก่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้มีบทบาทผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ผู้มีบทบาทในการผลักดัน สสส. และงานสื่อสาธารณะ รวมถึง นพ.สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ นพ.มงคล ณ สงขลา นพ.อมร นนทสุต และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐาน งานวิจัยเชิงระบบ และนโยบายสุขภาพ กลไกเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนป้อมปราการทางสังคมที่ช่วยคุ้มครองสุขภาวะและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

นายพรหมมินทร์ กล่าวต่อว่า ลูกหลานไทยต้องรู้เท่าทันผลประโยชน์ พร้อมร่วมกันปฏิรูป แม้โครงสร้างเดิมควรได้รับการทบทวนให้ทันต่อบริบทใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงต้องตั้งอยู่บนข้อมูลรอบด้าน โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก โดยต้องประเมินให้ชัดว่า หากเปลี่ยนระบบจัดสรรภาษีและนำเงินกลับเข้าสู่งบประมาณปกติ จะมีหลักประกันอย่างไรให้งานสร้างเสริมสุขภาพ ลดอุบัติเหตุทางถนน ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสื่อสาธารณะดำเนินต่อเนื่อง พร้อมพิจารณาผลประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ โดยไม่ด่วนสรุปเจตนาหากไม่มีหลักฐาน การทบทวนระบบเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องตอบให้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นจริงหรือไม่ และมีหลักประกันอย่างไรว่า งานป้องกันที่สำคัญจะไม่สะดุดลงระหว่างทาง

นายพรหมมินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่ควรพัฒนากลไกให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ควบคู่กับการรักษาความต่อเนื่องของงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกบาทต้องตรวจสอบได้ และต้องมีหลักประกันว่างานป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยทางถนนจะเดินหน้าต่อเนื่อง เพราะความสำเร็จของงานป้องกัน คือเหตุที่ไม่เกิด คนที่ไม่บาดเจ็บ และชีวิตที่ไม่สูญเสีย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนภาคีเครือข่าย คนทำงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยทางถนน เยาวชน ชุมชน และประชาชน ร่วมติดตามข้อมูลและแสดงความคิดเห็นก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อให้การพิจารณานโยบายคำนึงถึงความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของงานเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างยั่งยืน

หน้าแรก » ข่าวสังคม