วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 03:17 น.

ต่างประเทศ

โคราชเร่งเครื่อง “ท่อส่งน้ำลำตะคอง” คืบหน้าเกินแผน ปลายปี 71 คนเมืองมีน้ำใช้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.31 น.

นครราชสีมา – วันนี้ (1 พฤษภาคม 2569) ที่ห้องประชุมลำตะคอง 3 ชั้น 3 โรงแรมแคนทารี่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมนายกริชชัย ศิลปะรายะ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการจัดหาน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง เพื่อผลิตน้ำประปาให้เทศบาลนครนครราชสีมา

โดยมี นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา พร้อมคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ และรายงานความก้าวหน้าของโครงการ ก่อนลงพื้นที่ตรวจการก่อสร้างโรงกรองน้ำแห่งใหม่ที่บ้านมะขามเฒ่า ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา

 


นพ.วรรณรัตน์ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 1,885 ล้านบาท เป็นงบผูกพันระยะ 3 ปี (2569–2571) เพื่อก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว มายังโรงกรองน้ำมะขามเฒ่า ทดแทนท่อเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 38 ปี และเสื่อมสภาพ

โครงการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การวางท่อส่งน้ำดิบแนวใหม่จากอ่างลำตะคองไปยังสถานีสูบน้ำและโรงกรองน้ำ ซึ่งจะเพิ่มกำลังส่งน้ำจาก 70,000 เป็น 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และการก่อสร้างสถานีสูบน้ำแห่งใหม่ รวมถึงโรงกรองน้ำมะขามเฒ่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำประปาให้ทันสมัยและเพียงพอต่อความต้องการ

 


ทั้งนี้ โครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 21 พฤษภาคม 2571 ล่าสุดความคืบหน้าทำได้เกินแผนร้อยละ 8.4 ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะสามารถดำเนินการเสร็จตามกำหนด และช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในเขตเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขควบคู่กัน คือการสูญเสียน้ำในระบบประปา ซึ่งปัจจุบันสูงถึงร้อยละ 55 ของน้ำที่ผลิตได้ ส่งผลให้สูญเสียงบประมาณจำนวนมาก เทศบาลนครนครราชสีมาจึงประสานความร่วมมือกับองค์การจัดการน้ำแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (K-water) เพื่อนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวางแผนลดการสูญเสียน้ำอย่างเป็นระบบ

 


คาดว่าเมื่อโครงการระบบน้ำดิบแล้วเสร็จ และสามารถลดการสูญเสียน้ำได้สำเร็จ จะทำให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาและพื้นที่ปริมณฑลมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและมั่นคง ลดความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ–ปลายน้ำ และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างยั่งยืน