วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 11:51 น.

ต่างประเทศ

โลกจับตา 5 วิกฤตใหญ่ ณ เช้า 10 ก.ย. 2569 ยูเครน–รัสเซียส่อเปิดทางสันติภาพ ฮอร์มุซเดือดดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ จีน–ฟิลิปปินส์ตึงเครียด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 สถานการณ์โลกในช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน ยังคงอยู่ท่ามกลางความผันผวนทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง พลังงาน และการเมืองระหว่างประเทศ โดยมี 5 ประเด็นสำคัญที่ประชาคมโลกจับตามอง ตั้งแต่ความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงแรงกดดันต่ออิสราเอล ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และการแข่งขันทางการเมืองภายในสหรัฐฯ

1. ยูเครน–รัสเซียมีความหวังสันติภาพ แต่ปมเงื่อนไขยังเป็นโจทย์ใหญ่

ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และระบุว่าผู้นำรัสเซียมีความต้องการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม

ฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าการทูตผ่าน สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งมีการเดินทางติดต่อทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพได้ในระยะใกล้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ ยูเครน และประเทศยุโรปบางส่วน ยังคงตั้งคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของรัสเซีย

หัวใจสำคัญของการเจรจายังคงอยู่ที่ ดินแดน หลักประกันความมั่นคง และความไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้ง

หากการเจรจาสามารถเดินหน้าสู่ข้อตกลงได้จริง ย่อมถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามที่ดำเนินมายาวนานกว่า 4 ปี และอาจส่งผลต่อโครงสร้างความมั่นคงของยุโรปในระยะยาว

2. สหรัฐฯ–อิหร่านเดือด ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดเสี่ยงพลังงานโลก

สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรง หลังความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ทางทะเล โดยอิหร่านอ้างว่าได้โจมตีเรือ 10 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งอ้างว่าทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ

ขณะเดียวกันยังมีรายงานการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของความขัดแย้งในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น

ผลกระทบเริ่มสะท้อนมายังตลาดพลังงาน โดย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ท่ามกลางความวิตกว่าความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก หากการเดินเรือได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน ผลที่ตามมาอาจไม่จำกัดอยู่เฉพาะตลาดน้ำมัน แต่ยังอาจลุกลามไปสู่ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ต้นทุนสินค้า และเงินเฟ้อทั่วโลก

ประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและต้นทุนการนำเข้า

3. อังกฤษเพิ่มแรงกดดันอิสราเอล คว่ำบาตรการค้าจากนิคมในเวสต์แบงก์

รัฐบาลอังกฤษเดินหน้าเพิ่มมาตรการกดดันต่อกิจกรรมนิคมชาวอิสราเอลในเขต เวสต์แบงก์ โดยมีมาตรการเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมที่ถูกมองว่าผิดกฎหมาย รวมถึงการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการขยายตัวของนิคม

ท่าทีดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากฝรั่งเศสและแคนาดา ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง ส่วนสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อท่าทีของอังกฤษ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าประเด็นการค้า เพราะสะท้อน ความแตกต่างทางยุทธศาสตร์ระหว่างพันธมิตรตะวันตก ที่มีต่อปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์

นักวิเคราะห์จับตาว่า หากประเทศยุโรปเพิ่มมาตรการกดดันอิสราเอลมากขึ้น อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับอิสราเอล รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ในประเด็นตะวันออกกลาง

4. จีน–ฟิลิปปินส์ปะทะคารม ปมทะเลจีนใต้ยังคุกรุ่น

สถานการณ์ใน ทะเลจีนใต้ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังรัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์วิพากษ์วิจารณ์จุดยืนของจีนเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเล โดยเฉพาะกรณีคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 ซึ่งไม่รับรองการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีนในวงกว้างตามแนวเส้นประเก้าเส้น

จีนตอบโต้ด้วยการกล่าวหาฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายยั่วยุ และยังคงยืนยันจุดยืนเกี่ยวกับสิทธิและอธิปไตยในทะเลจีนใต้

แม้การเผชิญหน้าครั้งนี้ยังอยู่ในระดับการทูตและการปฏิบัติการทางทะเล แต่ทะเลจีนใต้ยังคงเป็นหนึ่งใน จุดเสี่ยงด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของเอเชีย เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับจีน ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

นอกจากประเด็นอธิปไตยแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง ย่อมส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจของเอเชียในวงกว้าง

5. ทรัมป์เดินเกมเลือกตั้งกลางเทอม ระดมฐานเสียงรีพับลิกัน

ด้านการเมืองสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าระดมคะแนนสนับสนุนให้พรรครีพับลิกัน ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม โดยใช้เวทีการประชุมของพรรคในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนให้ผู้สมัครรีพับลิกัน ราวกับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการตัดสินผลงานของตัวเขาเอง

ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตเร่งตอบโต้รัฐบาลและพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการเลือกตั้งและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศทางการเมืองสหรัฐฯ มีแนวโน้มร้อนแรงขึ้น

การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีความสำคัญต่อรัฐบาลทรัมป์อย่างมาก เพราะจำนวนที่นั่งในสภาคองเกรสจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถของประธานาธิบดีในการผลักดันนโยบายด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง การต่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศ

วิเคราะห์ภาพรวม: โลกกำลังเผชิญ “สามแรงกระแทก”

ข่าวสำคัญทั้ง 5 ประเด็นสะท้อนภาพใหญ่ของโลกในเช้าวันนี้อย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจ พลังงาน และการเมืองภายในประเทศมากขึ้น

หนึ่ง — แรงกระแทกด้านสงครามและสันติภาพ
ยูเครน–รัสเซียกำลังมีช่องทางทางการทูต แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่

สอง — แรงกระแทกด้านพลังงาน
ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นตัวแปรสำคัญของราคาพลังงานโลก หากวิกฤตขยายตัว ผลกระทบจะเดินทางจากตลาดน้ำมันเข้าสู่เศรษฐกิจของทุกประเทศ

สาม — แรงกระแทกด้านระเบียบโลก
ตั้งแต่เวสต์แบงก์ไปจนถึงทะเลจีนใต้ ความเห็นต่างเรื่องดินแดน อธิปไตย และกติกาสากลกำลังท้าทายระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

บทสรุป

เช้าวันที่ 10 กันยายน 2569 โลกจึงไม่ได้เผชิญเพียง “สงคราม” แต่กำลังเผชิญการแข่งขันเพื่อกำหนดทิศทางของระเบียบโลกใหม่

จากยูเครนถึงตะวันออกกลาง จากเวสต์แบงก์ถึงทะเลจีนใต้ และจากเวทีระหว่างประเทศกลับเข้าสู่การเมืองสหรัฐฯ ทุกสมรภูมิล้วนเชื่อมโยงกันด้วย อำนาจ ความมั่นคง พลังงาน เศรษฐกิจ และการทูต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะชนะสงคราม” แต่คือ “ประชาคมโลกจะสามารถเปลี่ยนการแข่งขันและความขัดแย้งให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้หรือไม่”

นี่คือโจทย์ใหญ่ของสันติภาพโลกในวันที่ 10 กันยายน 2569.
 

หน้าแรก » ต่างประเทศ