ไอที
เน้นโตไว หรือไปรอด: ดิจิทัลไทยต้องขับเคลื่อนด้วย รากฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่ ความเร็ว
วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เน้นโตไว หรือไปรอด: ดิจิทัลไทยต้องขับเคลื่อนด้วย รากฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่ ความเร็ว
บทความโดยนายเคนเนธ ไล รองประธานประจำภูมิภาคอาเซียน คลาวด์แฟลร์
ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนยุ ทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เร่งผลักดันนโยบาย Cloud First และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่กลุ่มการลงทุนด้านดาต้ าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้ นฐานดิจิทัล ส่งผลให้ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศเริ่ มเปลี่ยนผ่านจากการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ มจากการใช้ดิจิทัล สิ่งที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญในปั จจุบัน คือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั บเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต รวมถึงสร้างกลไกใหม่ ๆ ที่ใช้ขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้ งสำคัญครั้งหนึ่งของประเทศที่ มาพร้อมคำถามสำคัญ คือ องค์กรไทยขยายระบบดิจิทั ลของตนบนรากฐานที่แข็งแกร่ง หรือ ขยายอยู่บนระบบเดิมที่ แบกภาระหนักอยู่แล้ว
คำตอบของคำถามนี้มีความสำคัญอย่ างยิ่ง เพราะความก้าวหน้าและความแข็ งแกร่งทางดิจิทัลไม่ได้พั ฒนาควบคู่กันไปอย่างอัตโนมัติ บ่อยครั้งที่องค์กรหลายแห่งดู เหมือนจะประสบความสำเร็ จในการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคื อ องค์กรเหล่านี้ยังคงดำเนินการด้ วยสถาปัตยกรรม
แบบเก่า ใช้ระบบต่าง ๆ ที่ผูกติดกันแน่น และมีสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ กระจัดกระจาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถรองรั บความต้องการด้านความเร็ว จัดการกับความซับซ้อนไม่ได้ และไม่รองรับการพึ่งพาอาศัยกั นระหว่างระบบต่าง ๆ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน รายงาน Security Signals Report ล่าสุดของคลาวด์แฟลร์ พบว่า ความล้มเหลวของระบบขั้นรุนแรงที่ สุดในปัจจุบันไม่ได้เกิ ดจากการเปิดช่องโหว่ที่เห็นได้ ชัดเจน แต่เกิดจากรอยแยกทางโครงสร้างที่ ซ่อนอยู่ ที่มองไม่เห็นจนกว่าจะเกิ ดผลกระทบขึ้น
โครงการด้าน AI ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่ านจากช่วงทดลองไปสู่การใช้ งานจริงอย่างรวดเร็ว
ความจำเป็นในการสร้างรากฐานที่ แข็งแกร่ง ที่สามารถรองรับเวิร์กโหลดเหล่ านี้ได้อย่างปลอดภัย มั่นคง
มีเสถียรภาพ และรองรับการขยายตัวได้ ในอนาคตจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่ วนมากขึ้น
ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม
การดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยมีความรวดเร็วและเป็ นอัตโนมัติมากขึ้น ส่งผลให้ตรวจพบช่องว่างด้ านโครงสร้างพื้นฐานได้ยากขึ้น และถูกนำไปใช้ประโยชน์ (โจมตี) ได้เร็วขึ้น สิ่งที่เป็นตัวกำหนดความท้ าทายในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่ องของจำนวนช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้ นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเร็วในการที่ช่ องโหว่เหล่านั้นจะถูกโจมตีอีกด้ วย
Agentic AI จะยิ่งทำให้ระยะเวลาระหว่ างการเปิดเผยให้เห็นช่องโหว่ ไปจนถึงการถูกโจมตีหดสั้นลงไปอี ก ระบบต่าง ๆ ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่หรื อกำลังจะเข้าสู่ยุคที่สามารถสั่ งการและประมวลผลงานได้เป็นพัน ๆ รายการภายในเสี้ยววินาที ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนการตั้งค่ าโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยน
ซัพพลายเชน ส่งผลให้เหลือเวลาน้อยมากสำหรั บมนุษย์ที่จะยื่นมาเข้ามาจั ดการหรือกู้สถานการณ์เมื่อเกิ ดความผิดพลาด ทำให้ผู้ไม่หวังดี สามารถตรวจพบและเปลี่ยนช่องโหว่ เหล่านั้นให้กลายเป็นเครื่องมื อโจมตีได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่ วโมง
บ่อยครั้งที่ความท้าทายนี้ทวี ความรุนแรงขึ้นอีกระดับ จากความจริงที่ว่าทุก ๆ การเชื่อมต่อกับบริการ SaaS, การเรียกใช้ API, การใช้โอเพนซอร์สไลบรารี่ รวมถึงบริการ AI ต่างเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่
ส่งทอดต่อกันมา ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ณ จุดใดก็ตามบนเครือข่ายที่กว้ างขวางนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรั่วไหลของข้อมู ล ระบบล่ม หรือการละเลยต่อการปฏิบัติ ตามกฎระเบียบ อาจลุกลามอย่างรวดเร็ว
และส่งผลกระทบต่อลูกค้า ต่อความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้ อบังคับ และการหยุดชะงักของระบบโดยรวม React2Shell ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องโหว่ที่ร้ ายแรงที่สุดในปี 2025 คือหนึ่งในตัวอย่างของกรณีดั งกล่าว โดยมีความพยายามโจมตีผ่านช่ องโหว่นี้มากกว่า 1 พันล้านครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 11 วันเท่านั้น
การที่ความเร็ วและความเปราะบางมาบรรจบกันนี้ เอง ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรานิ ยามได้ว่า “ความย้อนแย้งด้านความเร็ว" (velocity paradox) ซึ่งเป็นสภาวะที่เทคโนโลยีที่ เป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าทางธุ รกิจ มีส่วนทำให้ความเป็นไปได้ที่ จะทำงานให้สำเร็จลุล่วงแม้ว่ าจะทำผิดพลาดหรือมีบางอย่างผิ ดพลาด (margin
for error) ลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน
ปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติ มความเปราะบางนี้คือการเพิ่มขึ้ นของการพึ่งพาอาศัย AI การที่พนักงานของ
องค์กรพึ่งพาเครื่องมือ generative AI และบริการที่ฝัง AI ไว้แล้วมากขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่ อนหลุดไหลไปสู่โมเดลนอกองค์กร เป็นการขยายขอบเขตความเสี่ ยงออกไปเกินกว่าที่องค์ กรจะควบคุมได้โดยตรง สถานการณ์นี้ทำให้องค์กรหลายแห่ งเผชิญกับจุดบอดด้านการกำกับดู แลข้อมูล การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ สุดที่ว่า ทำไมระบบรักษาความปลอดภัยจึงไม่ สามารถแยกตัวอยู่ภายนอกระบบไอที ได้อีกต่อไป แต่จะต้องถูกถักทอเข้าเป็น
เนื้อเดียวกันในทุก ๆ ระดับชั้นของสภาพแวดล้อมดิจิทั ล
เมื่อเป้าหมายใหม่ เผชิญหน้ากับโครงสร้างพื้ นฐานเก่า
เมื่อพิจารณารวมกัน ปัจจัยกดดันเหล่านี้ต่างบ่งชี้ ถึงประเด็นที่ใหญ่กว่ามาก นั่นคือ สิ่งที่หลายองค์กรมองว่าเป็นหนี้ ทางเทคนิคที่พอกพูน กำลังกลายสภาพไปเป็นความเสี่ ยงเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ เนื่องจากระบบดั้งเดิมที่ถูกสร้ างขึ้นในอดีตตั้งอยู่บนสมมติ ฐานที่ว่า การเข้ามาจัดการด้วยมนุษย์ การตั้งค่าระบบแบบคงที่ และการป้องกั นเฉพาะรอบนอกของระบบนั้นเพี ยงพอแล้ว
ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่ อไป สภาพแวดล้อมดิจิทัลยุคใหม่จำเป็ นต้องพึ่งพาความเป็นอัตโนมัติ การเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน และการควบคุมแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ระบบแบบเก่าเหล่านี้ กำลังสร้างความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการดำเนินงาน ทำให้องค์กรต้องตกอยู่ในสภาวะสุ่ มเสี่ยงจากภัยคุกคามซึ่งทำงานด้ วยความเร็วของระบบปฏิบัติ การสามารถเจาะเข้าโจมตีได้อย่ างง่ายดาย
ความสูญเสียจากปัญหานี้มีมูลค่ ามหาศาล โดยเฉลี่ยแล้ว องค์กรระดับโลกต้องสูญเสียเงิ นมากกว่า 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เพียงเพราะไม่สามารถปรับปรุ งระบบดั้งเดิมให้ทันสมัยได้อย่ างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีขององค์ กรประมาณ 31% ถูกนำไปใช้เพียงเพื่อสะสางหนี้ ทางเทคนิค ในขณะที่การสร้างสรรค์นวั ตกรรมที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่ โครงการริเริ่มด้าน AI หรือการวางระบบอัตโนมัติ กลับได้รับส่วนแบ่งนี้เพียงน้ อยนิดแค่ 7% เท่านั้น
สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงเป็ นการหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่คือการถดถอย และองค์กรไทยอาจได้รั บผลกระทบเป็นวงจรต่อเนื่องไปเรื่ อย ๆ ไม่รู้จบ เริ่มจากเมื่อโครงสร้างพื้ นฐานเปราะบางมากขึ้น เหตุการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์ก็ จะเกิดถี่ขึ้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยคุ กคามถี่ขึ้น จะมีการใช้เวลา ดึงงบประมาณ รวมถึงบุคลากรที่มี ความสามารถไปใช้กับการบำรุงรั กษาระบบมากขึ้น ทำให้เหลือขี ดความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่ งใหม่ ๆ น้อยลง ในขณะเดียวกัน องค์กรที่มีสถาปัตยกรรมที่ทั นสมัย จะสามารถใช้ AI ดึงความทันสมัยออกมาใช้กับเวิร์ กโหลดจริง เพื่อพิสูจน์และเร่งการปรับปรุ งสถาปัตยกรรมให้เร็วขึ้น เช่น 62% ขององค์กรที่เป็นผู้นำด้ านการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชั นพบว่ามัน "ง่ายมาก" ที่จะติดตามระดับการปฏิบัติ ตามกฎระเบียบด้านความปลอดภั ยขององค์กรตนในปัจจุบัน เทียบกับองค์กรที่ยังใช้สถาปั ตยกรรมแบบดั้งเดิมซึ่งมีสัดส่ วนเพียง 35% เท่านั้น
กล่าวได้ว่ าความเปราะบางของระบบแบบเก่าเป็ นเรื่องยากเกินกว่าที่องค์ กรจะแบกรับหรือยื้อต่อไปได้อีก
ความแข็งแกร่ง ต้องถูกสร้างขึ้นด้ วยการออกแบบทางวิศวกรรม ไม่ใช่คิดเอาเอง
หากต้องการให้เป้าหมายการเติ บโตของประเทศไทย สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นมูลค่าที่ ยั่งยืนได้
อย่างแท้จริง องค์กรจำเป็นต้องมองเรื่ องของความแข็งแกร่งที่พร้อมรั บมือกับทุกวิกฤตเป็นข้อได้เปรี ยบทางการแข่งขัน ไม่ใช่เป็นเพียงมาตรการตั้งรับ และจะต้องสร้างระบบรั กษาความปลอดภัยให้เป็นศูนย์ กลางของระบบทั้งหมด
ระบบรากฐานจำเป็นต้องได้รั บการออกแบบให้มีความปลอดภัยตั้ งแต่เริ่มต้น เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากพอที่ จะรองรับการเติบโตขององค์กรท่ ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ ยนแปลงไป ซึ่งรวมถึงความสามารถ
ในการจำกัดวงความเสียหายไม่ให้ ลุกลาม สำหรับผู้นำองค์กรในประเทศไทย สิ่งที่กล่าวมานี้หมายถึ งการออกแบบและการสร้างระบบที่ แข็งแกร่งพอที่จะปรับตัว จำกัดวง และสามารถรับมือกับแรงกดดั นจากวิกฤตต่าง ๆ โดยที่ระบบยังคงสามารถดำเนิ นงานต่อไปได้อย่างมั่นใจ ในทางปฏิบัติ แนวทางนี้จำเป็นต้องแยกส่ วนการพึ่งพาที่สำคัญออกจากกัน เพิ่มกลไกป้องกัน และกำหนดนโยบายให้อยู่ในรู ปแบบโค้ด (policy-as-code) เพื่อลดผลกระทบจากความผิดพลาด รวมถึงการทดสอบสถานการณ์ความล้ มเหลวอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ องค์กรจะต้องสามารถมองเห็ นภาพรวมของระบบควบคุมส่วนกลางที่ ใช้ร่วมกัน, ระบบการยืนยันตัวตนที่ผูกพันเชื่ อมโยงกัน (identity dependencies) และไปป์ไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน รวมถึงต้องมีหลักฐานเชิงประจั กษ์จากการทดสอบระบบที่ จำลองสภาวะวิกฤต (failure-mode testing) ไม่ใช่เห็นเพียงสถิติที่ ระบบทำงานได้ตามปกติเท่านั้น
ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ แข็งแกร่งที่สุดที่ธุรกิจไทยพึ งมี ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI
และความเสี่ยงที่มีความเร็วเที ยบเท่าความเร็วของระบบปฏิบัติ การ คือ สถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้น
ให้อึดและพร้อมยืนหยัดได้ในทุ กวิกฤต นั่นคือเหตุผลที่ความแข็งแกร่ง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องที่เอาไว้ มาคิดกันในภายหลังอีกต่อไป แต่ต้องได้รับการฝังไว้ ในโครงสร้างสถาปัตยกรรมตั้งแต่ ก้าวแรก
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » ไอที
ข่าวในหมวดไอที ![]()
ดีป้า เดินหน้า OTOD #3 ถึง “นครศรีธรรมราช” ปักหมุดภาคใต้ ดันเกษตรดิจิทัลเชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ต่อยอดพืชเศรษฐกิจ–ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่โอกาสใหม่ในยุค Smart Agriculture 16:31 น.- ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมผองไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ขยายสัญญาณการสื่อสารรองรับพสกนิกรหลั่งไหลร่วมแสดงความอาลัยตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา อย่างสมพระเกียรติ 10:17 น.
- AIS ร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสริมโครงข่าย 5G, 4G, Free WiFi พร้อมจุดชาร์จแบตและน้ำดื่ม อำนวยความสะดวกประชาชนร่วมพิธี 10:15 น.
- ไต้หวันเปิดพาวิลเลียนโชว์เทคโนโลยีอัจฉริยะยุคใหม่ 18:42 น.
- EDTH เดินหน้าขับเคลื่อน AI Transformation เครือสหพัฒน์ เตรียมยกระดับองค์กรสู่ยุค AI ภายใน 999 วัน 20:36 น.


