วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 21:52 น.

การตลาด

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.
ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ
 
 
 
Zara (ซาร่า) เปิดร้านสาขาใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัล พาร์ค ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบร้านใหม่ของแบรนด์ในระดับสากล ตอกย้ำการขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
 
 
ร้านแห่งใหม่นี้ ปักหมุดใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมถึง 2 ชั้น โดยนำเสนอคอลเลคชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างหลากหลาย รวมถึงโซนสำหรับน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าโดยเฉพาะ
 
 
ซึ่งสาขานี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านนวัตกรรมการค้าปลีก เพื่อให้แบรนด์ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
 
 
 
คอนเซปต์ร้านถูกออกแบบโดยทีม Zara Architecture Studio ภายใต้แนวคิดการสร้างพื้นที่แห่งการค้นพบ ที่ค่อยๆ พาเหล่าผู้มาเยือนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมได้นำองค์ประกอบคลาสสิคอย่างซุ้มเสาและคานเหนือประตูมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย จนเกิดเป็นบรรยากาศของร้านที่ทั้งเหนือกาลเวลาและเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา
 
 
ร้านตั้งอยู่บริเวณพลาซ่าหลักของ เซ็นทรัล พาร์ค โดดเด่นด้วยเพดานสูงสองชั้นด้านหน้าร้านที่เปิดมุมมองสู่ลานกลางของร้าน ภายในถูกออกแบบให้มีบรรยากาศที่เสมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งอย่างเป็นมิตร พร้อมพื้นที่เฉพาะสำหรับคอลเลคชันผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงโซน รองเท้า กระเป๋า และน้ำหอมโดยเฉพาะ วัสดุตกแต่งภายในผสานพื้นผิวลักษณะคล้ายหิน พื้นไม้โอ๊ค ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยสแตนเลส เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและร่วมสมัยในทุกโซนของร้าน
 
โดยการออกแบบสะท้อนให้เห็นถึงคอนเซปต์ใหม่ล่าสุดของ Zara สำหรับแฟลกชิพสโตร์ทั่วโลก ผ่านภาพลักษณ์ใหม่และพื้นที่จัดแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ ที่ช่วยส่งเสริมคอลเลคชันของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและสินค้าอีกด้วย
 
นวัตกรรมด้านการบริการลูกค้า
 
สำหรับร้านค้าคอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อแบบ Omnichannel เชื่อมโยงระหว่างร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ทั้งภายในร้าน ผ่านเว็บไซต์ zara.com และแอปพลิเคชัน Zara ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าออนไลน์ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดยบริการสำคัญที่นำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ได้แก่
จุดรับคืนสินค้าแบบมีผู้ช่วยบริการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการคืนสินค้า
พื้นที่ชำระเงินแบบมีผู้ช่วยบริการในทุกโซน โดยติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย
นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จากการสั่งซื้อออนไลน์สำหรับรีไซเคิล เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน อีกทั้งยังมีจุดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอีกด้วย
 
 
 
ประสิทธิภาพด้านพลังงาน
เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านความยั่งยืน ร้าน Zara สาขา เซ็นทรัล พาร์ค ได้นำแนวทางด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพและล้ำสมัยมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบทำความร้อนและความเย็นประสิทธิภาพสูง รวมถึงการออกแบบระบบไฟ LED รูปแบบใหม่ที่ช่วยลดการใช้พลังงาน แต่ยังคงบรรยากาศภายในร้านให้มีความพรีเมียมอยู่เสมอ นอกจากนี้ ร้านยังเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Inergy ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศจากศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา และการวางกลยุทธ์เพื่อลดการใช้พลังงานในระยะยาวอีกด้วย
 
ZARA & INDITEX
Zara เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในเครือ Inditex กลุ่มบริษัทแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ได้แก่ Pull&Bear, Massimo Dutti, Bershka, Stradivarius, Oysho, Zara Home และ Lefties 
Inditex มีรากฐานการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้า จึงดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ครอบคลุม 98 ประเทศ และตลาดออนไลน์มากกว่า 200 แห่งทั่วโลก พร้อมตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2040 ปัจจุบัน Inditex เปิดให้บริการร้าน Zara ในประเทศไทยทั้งหมด 12 สาขา
 
เกี่ยวกับ AL-FUTTAIM GROUP
Al-Futtaim Group (Thailand) เป็นผู้ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ของกลุ่ม Inditex ในประเทศไทย ดูแลแบรนด์ต่าง ๆ ได้แก่ Zara, Massimo Dutti, Pull&Bear, Bershka, Oysho และ Zara Home
 
Al-Futtaim เป็นธุรกิจที่มีฐานอยู่ในตะวันออกกลาง และร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน

 

หน้าแรก » การตลาด