วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563 19:23 น.

การเมือง

“ทิพานัน” ตอก "ช่อ" ย้อนแย้งถูกตรวจสอบแจกเงินบริจาค "เมย์เดย์ฯ"

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.15 น.

รองโฆษก พปชร.ตอก "ช่อ" กลืนน้ำลายตัวเอง หลังถูกโลกโซเชียลไล่ตรวจสอบเงินบริจาคคณะก้าวหน้า จี้ตอบคนนามสกุล “วานิช” มีรายชื่อโผล่รับเงินบริจาค "เมย์เดย์" ข้องใจเอาบัญชีไหนเปิดรับบริจาค ส่อปกปิดทรัพย์สินหรือแจ้งเท็จหรือไม่

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษก พรรคพลังประชารัฐ อดีต ผู้สมัครส.ส. กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ออกมาโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์เรียกร้องให้เปิดเผยหลักฐานหลังโลกโซเชียลแชร์ข้อมูลว่าผู้ได้รับเงิน 3,000 บาทจากคณะก้าวหน้าไม่มีตัวตนในทะเบียนราษฎร์และขู่จะดำเนินคดีว่า น.ส.พรรณิการ์ เหยียบย่ำหลักการของตนเองที่มักกล่าวอ้างสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกความเห็นจนถึงขั้นเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายที่มีไว้เพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกดูหมิ่น หมิ่นประมาท และตกเป็นเหยื่อจากการแสดงความคิดเห็นที่เกินขอบเขตของกฎหมาย  แต่เมื่อถูกตรวจสอบย้อนกลับบ้าง น.ส.พรรณิการ์มีท่าทีเหมือนกลืนน้ำลายตนเอง  ย้อนแย้ง ซึ่งเป็นท่าทีที่พบเห็นได้หลายครั้ง เช่น การใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. จากรัฐธรรมนูญที่ตนเองประณามด้วยคำหยาบและต้องการยกเลิกแก้ไขมาใช้คุ้มครองตนเองในคดีความ และคราวนี้ก็มีพฤติกรรมซ้ำเดิม เหมือนจะพยายามใช้กฎหมายที่ตนเองต้องการยกเลิกมาคุ้มครองประโยชน์ตนเอง เข้าตำรา เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง

"ทุกการตรวจสอบต้องเท่าเทียม เสรีภาพในการแสดงความเห็นก็ต้องเท่าเทียม น.ส.พรรณิการ์และคณะก้าวหน้าก็ไม่ควรจะมีอภิสิทธิ์พิเศษที่จะเรียกร้องความเท่าเทียมจากผู้อื่นในขณะที่ตนเองกำลังพยายามมีสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ตอนนี้ก็คงเข้าใจคำว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นและขอบเขตในการใช้เสรีภาพนั้นชัดเจนแล้ว ดังนั้นต่อไปนี้ก็หวังว่าจะไม่พบเห็นการกระทำที่อ้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เกินขอบเขตและทำให้ผู้อื่นเสียหายจาก น.ส.พรรณิการ์และพวกอีก การขู่ฟ้องประชาชนที่เขามีสิทธิ มีเสรีภาพ และต้องการตรวจสอบความโปร่งใส เนื่องจากเป็นการแจกเงินจากการรับบริจาคกิจกรรมเมย์เดย์ฯ นั้นก็น่าจะขัดกับหลักการที่ น.ส.พรรณิการ์มักกล่าวอ้างและคงจะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านกฎหมายจากนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้าอย่างแน่นอน เพราะนายปิยบุตรได้กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้กฎหมายฟ้องปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์เพื่อตรวจสอบ หรือ SLAPP Law โดยนายปิยบุตรไม่เคยฟ้องหมิ่นประมาทใครเพราะเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยต้องถูกตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้และสังคมจะเป็นคนตัดสินเอง"

น.ส.ทิพานัน  กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อให้สังคมได้ตัดสินอย่างถูกต้อง แทนที่จะเรียกร้องหลักฐานจากผู้กล่าวหาและขู่ฟ้องประชาชน น.ส.พรรณิการ์และคณะก้าวหน้าควรแสดงความบริสุทธ์ใจและโปร่งใส ด้วยการนำพยานหลักฐานที่มีอยู่ในมือแสดงชี้แจงเพื่อหักล้างข้อสงสัยของสังคมที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.การเรี่ยไรรับบริจาคกิจกรรมเมย์เดย์ฯ ได้ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายและมีการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้บริจาคครบถ้วนหรือไม่

2.เมื่อการรับบริจาคถูกระบุให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของ น.ส.พรรณิการ์ ดังนั้นต้องมีหลักฐานว่ารายการที่โอนเข้ามาจากต้นทางเป็นเงินบริจาค หรือเงินส่วนตัว และต้องสามารถชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานทางบัญชี หรือสเตทเมนต์ แสดงบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ได้ด้วยว่ามีจำนวนครบถ้วนถูกต้องตามยอด 7,282,897.34 บาทจริง ไม่มากกว่านี้และไม่น้อยไปกว่านี้

3.สามารถพิสูจน์การมีอยู่จริงของผู้รับเงิน 3,000 บาทตามรายชื่อที่คณะก้าวหน้าเผยแพร่ทางเว็บไซต์ได้ รวมถึงมีหลักฐานการโอนเงินให้บุคคลตามรายชื่ออย่างครบถ้วน และต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับโอนเงินไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับทีมงานคณะก้าวหน้า ไม่มีการทุจริตเอื้อประโยชน์กันเองแก่พวกพ้อง เพราะจากการตรวจสอบรายชื่อผู้รับเงิน เบื้องต้นพบว่ามีบุคคลใช้นามสกุล "วานิช" ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกับ น.ส.พรรณิการ์ปรากฎอยู่ด้วย  

นอกจากนี้ขอให้ชี้แจงด้วยว่าการเปิดเผยรายชื่อผู้รับเงินทางเว็บไซต์ ได้รับอนุญาตจากเจ้าของชื่อหรือไม่ เพราะอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562ได้

"ส่วนตัวมองว่าหาก น.ส.พรรณิการ์ฟ้องคดีเอาผิดประชาชนที่ใช้สิทธิอย่างสุจริตในการตรวจสอบความโปร่งใสนั้น มีแนวโน้มที่จะแพ้คดีสูงมาก เพราะบุคคลดังกล่าวไม่พียงแต่ใช้สิทธิในฐานะประชาชนทั่วไป แต่ยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียหากมีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะทราบมาว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมบริจาคเงินในกิจกรรมดังกล่าวด้วย"

รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวอีกว่า สังคมยังมีสิทธิ์สงสัยและมีสิทธิ์ตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสได้ เพราะที่ผ่านมามีการเปิดเผยข้อมูลทีไม่ครบถ้วน และในปัจจุบันก็ไม่ปรากฏว่า น.ส.พรรณิการ์ประกอบสัมมาอาชีพใดที่มีแหล่งรายได้ครอบคลุมภาระค่าใช้จ่าย จากข้อมูลบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ปปช. เมื่อพ้นตำแหน่ง ส.ส. พบว่ามีภาระหนี้สินอยู่จำนวน 559,091 บาท และภาระรายจ่ายประจำจำนวน 924,000 บาท (แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 600,000 บาทและค่าอุปการะบิดามารดา 324,000 บาท) นอกจากนี้บัญชีธนาคารที่รับระดมทุนบริจาคก็ไม่ปรากฏในรายการบัญชีเงินฝากที่ได้แจ้งไว้ต่อ ปปช. ดังนั้นจึงอาจมีประเด็นการตรวจสอบเพิ่มเติมว่า มี "การปกปิดข้อมูล" ของบัญชีดังกล่าวหรือไม่ เข้าข่ายยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ด้วย

หน้าแรก » การเมือง