วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563 00:14 น.

การเมือง

สภา มธ.แถลงเชื่อมั่นแนวทางหารือแบบสันติวิธี - กมธ.ชี้ปฏิรูปยธ.-แก้รธน.สร้างสมานฉันท์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.23 น.

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563 สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการประชุมเพื่อรับฟังรายงานของคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 โดยสภามหาวิทยาลัยได้มีข้อสรุปจากการประชุมดังนี้ 1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยืนยันในจุดยืนของการเป็นสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2. มหาวิทยาลัยยอมรับในสิทธิเสรีภาพและการแสดงออกของนักศึกษาภายใต้ขอบเขตแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 3. คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอรับไปดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างรอบด้านเพื่อชี้แจงให้สังคมได้ทราบต่อไป4. มหาวิทยาลัยจะพยายามป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในมหาวิทยาลัย โดยเชื่อในแนวทางการปรึกษาหารือกันแบบสันติวิธี 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดสันติวิธีหลักๆมี  3 สำนักคือ สำนักสันติวิธีในฐานะเป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้ง  สำนักสันติวิธีในฐานะเป็นฐานของการเรียกร้องความต้องการโดยปราศจากความรุนแรง และสำนักพุทธสันติวิธี ที่เน้นการสร้างสันติภายใน เพราะมีหลักธรรมที่ตรงกับธรรมนูญของยูเนสโกที่ว่า "สงครามและสันติภาพเกิดขึ้นที่ใจของมนุษย์"  เป็นสำคัญ และพระพุทธเจ้าตรัสว่า "นาหํภิกฺขเวโลเกน วิวทามิ"  แปลความว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตย่อมไม่ขัดแย้งกับชาวโลกแต่ชาวโลกย่อมขัดแย้งกับเรา ธรรมวาทีย่อมไม่ขัดแย้งกับใครๆ ในโลก"    

เพราะหากทุกคนรักสงบมีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องทำ "สิทธิสัญญาสงบศึก"   เพราะทำสนธิสัญญาสงบศึกแล้วพากันละเมิด จึงควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดสงคราม ด้วยการเริ่มจัดการกับสงครามภายในใจของเราเอง ดับสงครามภายใน เพื่อป้องกันสงครามภายนอก"   และรู้จักเลือกคบกัลยาณมิตร สร้างเครือข่ายพระพุทธศาสนามีพุทธธรรมอยู่หมวดหนึ่ง ชื่อว่า "มงคลสูตร"  คือเคล็ดลับการสร้างความสุขความเจริญ  สูตรแห่งความสำเร็จข้อแรกของพระพุทธเจ้าคือ "ต้องหลีกเลี่ยงคนพาล สังสรรค์บัณฑิต"   แล้วโลกให้คำสัญญากับการสร้างสันติภาพภายในมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามสามารถสรุปแนวคิดสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังนี้ (1) การจัดการความขัดแย้งโดยวิธีทางการทูตเชิงสันติ สามารถจำแนกสันติวิธีตามแนวนี้ได้  4 วิธี กล่าวคือ การเจรจา การไต่สวน   การไกล่เกลี่ย  และการประนีประนอม (2) การจัดการความขัดแย้งโดยวิธีทางกฎหมายเชิงสันติ  สามารถจำแนกสันติวิธีตามแนวนี้ได้  3 วิธี กล่าวคือ อนุญาโตตุลาการ กระบวนการทางศาล  และกระบวนการออกกฎหมาย   (3) ทางเลือกเชิงสันติอื่น ๆ  ตามที่มักจะมีการใช้ในโลกนี้ ประกอบด้วย การหลีกเลี่ยง หรือการถอนตัว การเผชิญหน้า  การโน้มน้าว   การสนับสนุน การบังคับและการผลักดัน การโอนอ่อนผ่อนตามหรือทำให้ราบรื่น  การร่วมมือกัน หรือการแก้ปัญหา และการมีส่วนรวม ทั้งนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในหลักสูตรสันติศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ  


"เอนก"เรียกอธิการ 2-3มหาวิทยาลัย ถกปมม็อบ "บิ๊กตู่"ย้ำไม่มีวันมองนศ.เป็นศัตรู

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รายงานถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาหลายสถาบัน ว่า พรุ่งนี้ (14 สิงหาคม 2563) จะมีการเชิญอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง 2-3 แห่ง มาพูดคุยทำความเข้าใจ โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่าหลักการโดยรวมนั้น อยากให้มีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอยู่แล้ว และไม่อยากให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคม รัฐบาลเปิดกว้างในเรื่องสิทธิ เสรีภาพในการชุมนุม แต่ขอให้เนื้อหาอยู่กรอบของกฎหมาย ไม่ก้าวล่วงสิ่งที่ละเอียดอ่อน เพราะอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง

"ขณะที่ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อนั้น การคุมคามนั้น เราไม่มีการคุกคามอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พูดกันต้องไปดูในรายละเอียดว่าบริบทในการชุมนุมแต่ละที่ ผู้ที่ขึ้นปราศรัยมีการแสดงออกอย่างไรบ้าง แต่รัฐบาลต้องย้ำว่าไม่เคยเห็นประชาชนโดยเฉพาะนักศึกษา ไม่มีวันที่จะมองว่าเป็นศัตรู มองเสมอว่าเป็นอนาคตของชาติ และอยากเปิดพื้นที่ให้มาร่วมคิดร่วมพัฒนาประเทศด้วยกัน ฉะนั้นเรื่องคุกคามนั้นตัดไปได้เลย แต่เนื้อหาบางอย่างที่หมิ่นเหม่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องเข้าไปดำเนินการ อยากให้เข้าใจตรงนั้นด้วย" น.ส.รัชดา กล่าวและว่า

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้แล้ว ซึ่งอยู่ในกระบวนการ ส่วนการเรียกร้องให้ยุบสภา ถ้ายุบสภาก็จะแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ อยากให้นักศึกษาแสดงออกและมองทุกอย่างด้วยเหตุและผล ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ขอให้ทุกอย่างอยู่กรอบกฎหมาย และไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

กมธ.ชี้ปฏิรูปยธ.-แก้รธน.สร้างสมานฉันท์
 
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองประธานกรรมาธิการกฎหมายหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยนชน สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปทบทวนและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กล่าวถึงข้อสังเกตในรายงานของคณะกรรมาธิการ มีทั้งหมด 9 ข้อประกอบด้วย การให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิโทษกรรมนักโทษคดีการเมือง และอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รักษาบรรยากาศความปรองดองสมานฉันท์ การให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ เรื่องการเยียวยา การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขออภัยต่อสังคม ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ และข้อสังเกตเรื่องการชุมนุมและสิทธิการชุมนุม
          
ดังนั้น สำคัญคือ ประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 หากประชาชนไม่มีความสามัคคีปรองดอง จะไม่สามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายหลักของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลสามารถยิบยกผลการศึกษาชิ้นนี้ไปดำเนินการได้ทันที
          
นายชวลิต ยังกล่าวว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ไม่ได้หยิบยกเรื่องการชุมนุมของนักศึกษามาร่วมพิจารณาเนื่องจาก การชุมนุมของนักศึกษาเกิดขึ้นภายหลังจากได้รับความเห็นชอบให้นำรายงานดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมารับความคิดเห็นของนักศึกษาโดยเฉพาะอยู่แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถรับข้อเรียกร้องดังกล่าวเองได้โดยตรงด้วย

สภาถกข้อเสนอนิรโทษฯจุดปรองดอง 

ขณะที่รัฐสภามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณารายงาน "แนวทางการสร้างความปรองดอง สมาน ฉันท์ของคนในชาติ"  ตามที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เสนอมา มีสาระสำคัญคือ การเสนอแนวทางสร้างความปรองดอง โดยการให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือแก้ไขรัฐธรรม นูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่มีการสืบทอดอำนาจ และการเสนอนิรโทษกรรมเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองตั้งแต่ปี2548-ปัจจุบัน เฉพาะคดีที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง ไม่รวมคดีอาญา ความผิดตามมาตรา112 และคดีทุจริต โดยเสนอให้ออกเป็นพ.ร.ก.หรือร่างพ.ร.บ. ตลอดจนการเสนอให้กองทัพวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช้อิทธิพลกดดันนโยบายรัฐบาล 

ส.ส.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรายงานฉบับดังกล่าว อาทิ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่ารายงานเล่มนี้แทบไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่ฝ่ายบริหาร กองทัพ ยังไม่เข้าใจต้นเหตุปัญหา แบ่งประชาชนเป็นคนชังชาติกับคนรักชาติ โดยเฉพาะผบ.ทบ.ควรทบทวนตัวเอง เรื่องวุฒิภาวะที่พูดเหน็บแนมประชาชน สะท้อนจิตสำนึกที่ต้องปรับปรุง ผู้มีอำนาจควรหยุดยัดเยียดความเกลียดชังให้เกิดความแตกแยกไปมากกว่านี้