วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 13:09 น.

การเมือง

"ดร.บุญเกียรติ โชควัฒนา" แนะกุศโลบายพุทธจิตวิทยา การทำงานในวิถีชีวิตใหม่

วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมาหลักสูตรปริญญาโืท และปริญญาเอก สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา  ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) จัดเสวนาเรื่อง “กุศโลบายพุทธจิตวิทยาการทำงานในวิถีชีวิตใหม่” ผ่านโปรแกรมซูม  โดยมีวิทยากร คือ ดร.บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอซีซี อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือสหพัฒน์ กรุ๊ป และดำเนินรายการ โดย ผศ.ดร .กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ ,ผศ.ดร.พุทธชาติ แผนสมบุญ 

ในการนี้ รศ. ดร . สิริวัฒน์ ศรีเครือดง ผอ.หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา กล่าวต้อนรับและร่วมเสวนาพร้อมกับพระนิสิต  นิสิตปริญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก คณาจารย์ ผู้บริหาร และบุคคลทั่วไป ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วม 561 คน 

ดร.บุญเกียรติ ได้กล่าวประเด็นสำคัญว่า สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็เป็นไป ส่วนตัวเรานั้นเพียงคิดดี พูดดี ทำดี คืออย่าพูดเรื่องลบๆ ไม่งั้นเรื่องลบๆจะยิ่งวิ่งเข้ามามาก เพราะทุกสิ่งที่ส่งออกไปจะเกี่ยวพันกับจิตใต้สำนึกทั้งของเราและของคนอื่น ดังนั้น คิด พูด ทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์ต่อส่วนรวม 

การเรียนรู้ของเรานั้นเริ่มจากความรู้ หรือเรียนรู้จากปัญญาภายใน โดยมนุษย์เกิดมาล้วนเป็นผู้มีปัญญา เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉานต่างๆ เพียงเราหมั่นถามตนเอง และตอบตนเองอยู่เนืองๆ ขบคิดพิจารณาให้เป็นอุปนิสัย ดิ่งลึกลงไปถึงจิตใจ เช่น เรื่องนี้ดีไหม, มันเกิดอะไรขึ้น, ฉันควรทำแบบไหน, อะไรดี อะไรเหมาะบ้างตอนนี้, ทำแบบนี้ดีพอหรือยัง สามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกอย่างไร เป็นต้น   และปรับใช้ความรู้ที่เกิดจากปัญญาภายในตนเองให้เป็นประโยชน์กับชีวิตตนเอง ประโยชน์ต่อผู้อื่น ประโยชน์ต่อองค์กร และ ประโยชน์ต่อสังคม 

อย่าตอกย้ำว่าตัวเรานั้นมีปัญหา เปลี่ยนเป็นคิดดีมีประโยชน์ พูดดีมีพลังบวก ทำดีมีกุศล ดีกว่า ยิ่งตอกย้ำเรายิ่งหมดพลัง หมดเรี่ยวแรงที่จะคิด จะพูด จะทำสิ่งต่างๆ ให้รับรู้ว่ามีปัญหานะ อะไรแก้ได้ แก้ไม่ได้ หรือ อะไรที่ต้องค่อยๆแก้ ก็แก้ไปอย่างเข้าใจตามความเป็นจริง  

ดร.บุญเกียรติ  กล่าวด้วยว่า เมื่อเราเห็นคนอื่นทำตัวไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ควร เราเพ่งโทษคนอื่นไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เปลี่ยนมาเป็นความเมตตา คือให้ความรักให้ความช่วยเหลือเขาดีกว่า ดีต่อทั้งตัวเราและเขาด้วย  จึงควรที่จะฝึกความเมตตา ด้วยการดีต่อตนเอง ดีต่อผู้อื่น และดีต่อโลก เช่น การดื่มน้ำ-ดื่มจนหมด, ขับรถช้าเพื่อช่วยประหยัดพลังงานและปัญหาจากอุบัติเหตุ, ท้ายรถให้ว่างอยู่เสมอช่วยประหยัดน้ำมัน เป็นต้น โดยฝึกจากสิ่งเล็กๆ ให้เป็นกิจวัตร เป็นความสุขที่สร้างขึ้นได้ทันที

หน้าแรก » การเมือง