วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 08:19 น.

การเมือง

"เศรษฐา" ลงนามตั้ง "วิษณุ" นั่งกุนซือแล้ว แบ่งหน้าที่ที่ปรึกษาของนายกฯ  รับก.ตร.ถกปม "บิ๊กโจ๊ก"

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.52 น.

"เศรษฐา" ลงนามตั้ง "วิษณุ" นั่งกุนซือแล้ว พร้อมแบ่งหน้าที่ที่ปรึกษาของนายกฯ  ยอมรับที่ประชุมก.ตร.หารือเรื่อง "บิ๊กโจ๊ก"  ปัดตอบรายละเอียด   

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 205/2567 เรื่อง การแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็น และประสานความร่วมมือกับหน่วยราชการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  จึงสมควรแต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้คำปรึกษา และพิจารณาเสนอความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

1.ตรวจสอบและกลั่นกรองร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร้องขอ

2.ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรี ตามที่มอบหมาย

3.เชิญเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหรือให้ข้อมูลรายละเอียดหรือจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานได้ตามที่เห็นสมควร

4.ให้ข่าวสารในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนได้ตามความจำเป็นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

5.แต่งตั้งคณะทำงานหรืออนุกรรมการ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนการดำเนินการของที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ และคณะทำงาน หรืออนุกรรมการ

สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 พร้อมเซ็นคำสั่งเป็นทางการมอบหมายงาน 5 ที่ปรึกษานายกฯ 

ต่อมานายเศรษฐา  ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่206/2567 เรื่อง มอบหมายงานให้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีปฏิบัติ ดังนี้

นายชัยเกษม นิติสิริ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่นายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและกฎระเบียบราชการ กระบวนการยุติธรรม และการดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และปฏิบัติราชการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่นายกรัฐมนตรีด้านนโยบายและการดำเนินงานตามนโยบายด้านเศรษฐกิจ การพาณิชย์ การเงินและการคลัง พลังงาน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจดิจิทัล และปฏิบัติราชการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และการส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย และปฏิบัติราชการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่นายกรัฐมนตรีด้านนโยบายและการดำเนินงาน ตามนโยบายการกระจายอำนาจ การส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และปฏิบัติราชการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่นายกรัฐมนตรีด้านนโยบายและการดำเนินงานตามนโยบายด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการกีฬา และปฏิบัติราชการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ ในคำสั่งยังระบุด้วยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีให้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของตนตามที่เห็นสมควร ในกรณีจำเป็นจะหารือกับที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาปัญหาร่วมกันเป็นคณะบุคคลก็ได้

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีอาจทำงานในเชิงรุกโดยการเสนอแนะ หรือทำงานในเชิงรับโดยพิจารณาปัญหาตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายก็ได้ เมื่อได้ผลการพิจารณาอย่างใด และประสงค์จะให้คำแนะนำ หรือเสนอข้อมูลใดต่อนายกรัฐมนตรี ให้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ให้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คำนึงถึงกรอบนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเน้นการทำงานด้วยความโปร่งใส มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และประหยัดเพื่อให้การประสานการปฏิบัติราชการมีประสิทธิภาพและบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

ให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานงานและอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ พาหนะในการเดินทางไปราชการ บุคลากร งบประมาณ และข้อมูลต่างๆ และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีสนับสนุนการปฏิบัติงานของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตลอดจนจัดให้ผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีดังกล่าวในการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคตามความจำเป็นและเหมาะสม

ยอมรับที่ประชุมก.ตร.หารือเรื่อง "บิ๊กโจ๊ก"  ปัดตอบรายละเอียด   

ทั้งนี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ครั้งที่ 4/2567 และการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมที่ต่อเนื่องถึง 2 คณะด้วยกัน ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. ก่อนลงมาชี้แจงกับสื่อมวลชน ยอมรับว่าในที่ประชุม ก.ตร.วันนี้ มีการพิจารณาความเห็นของสำนักงานกฤษฎีกา เรื่องคำสั่งให้ออกจากราชการก่อนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนรายละเอียดให้รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ชี้แจง

เมื่อถามถึงสถานะของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ณ ปัจจุบัน จะต้องส่งไปให้สำนักงานกฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายเศรษฐา ยืนยันคำเดิมว่าให้รักษาราชการแทนฯ เป็นผู้ชี้แจง

ทั้งนี้มีรายงานว่า ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกประเด็นของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นมาหารือในที่ประชุม ใช้เวลาประมาณ 10 นาที รักษาราชการแทนฯ ไม่ได้ร่วมประชุมด้วย เพราะมองว่ามีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีการพิจารณากฤษฎีกาตีความเรื่องการออกจากราชการไว้ก่อนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า ในวาระนั้นตนไม่ได้นั่งอยู่ในที่ประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องคำร้อง แต่ตนต้องออกจากห้องประชุม เนื่องจากอาจจะมีการพิจารณาที่ไม่เป็นกลางได้ เพราะตนเป็นผู้ออกคำสั่งออกจากราชการ เมื่อเป็นผู้ออกคำสั่งหากชี้แจงอะไร ข้อกฎหมายเกรงว่าอาจจะเข้าข้างตัวเอง เพราะกฎหมายหมายถึงตนอาจเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย

"ส่วนคำสั่งออกจากราชการที่ผ่านมาตนไม่ได้พูดว่ามั่นใจในตัวคำสั่ง เพราะเป็นการพิจารณาตามที่ฝ่ายอำนวยการได้เสนอตามข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติปี 2565 จากนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กับ สำนักนายกรัฐมนตรี ในทางกฎหมายเป็นกระบวนการขั้นตอนที่ดำเนินการตามมาตรา 140 ส่วนจะสมบูรณ์หรือไม่ตนเองไม่สามารถให้คำนิยามคำนี้ได้" รรท.ผบ.ตร. กล่าว
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตามมาตรา 120 ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดสืบสวน และจาก คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) รวมทั้งจะมีการพิจารณาตามมาตรา131 เรื่องบทลงโทษ ยืนยันว่ามีการพิจารณาตามขั้นตอนที่จะนำไปสู่มาตรา 140 คือการทูลเกล้าฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่กฤษฎีกาฯ ตีความประเด็นออกจากราชการกลับมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่เพลี่ยงพล้ำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามมาตรา 140 ส่วนสถานะของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายการที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน กระบวนการต่างๆพิจารณาตามกฎหมาย ถ้าถามว่าสถานะเป็นอย่างไร คำตอบคืออยู่ในกระบวนการปฏิบัติที่ดำเนินการอยู่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่หยุดปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากคำสั่งออกจากราชการ

เมื่อถามย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สามารถเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ท่านน่าจะพิจารณาเองได้ 

รรท.ผบ.ตร. กล่าวยืนยันในตอนท้ายว่าไม่หนักใจในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะการลงนามคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ให้จนถึงที่สุดให้ดี จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงในอนาคต
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง