วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 03:11 น.

การเมือง

จ้าง “คนเฝ้าป่า” ทางรอดวิกฤต PM2.5 นักวิชาการชี้คุ้มค่ากว่า “ดับไฟปลายเหตุ” หลายเท่า

วันเสาร์ ที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.05 น.

รายงานวิเคราะห์เชิงลึกเผย นโยบายจ้างชาวบ้านเฝ้าระวังไฟป่าระดับชุมชน ช่วยลดความเสียหายได้มหาศาลทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ เทียบชัดกับแนวทางตั้งรับที่ต้นทุนพุ่งสูงและแก้ปัญหาไม่ยั่งยืน

 วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และปัญหาไฟป่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจระดับประเทศ ท่ามกลางคำถามสำคัญถึงประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว

รายงานวิเคราะห์เชิงลึกล่าสุดด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชี้ให้เห็นว่า แนวทาง “เชิงรุก” โดยการจ้างประชาชนในพื้นที่เป็นผู้เฝ้าระวังไฟป่า มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงกว่าแนวทาง “เชิงรับ” ที่เน้นการดับไฟเมื่อเกิดเหตุอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลภาคสนามระบุว่า ไฟป่าในประเทศไทยกว่าร้อยละ 99 มีสาเหตุมาจากมนุษย์ โดยเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและปัจจัยทางเศรษฐกิจของชุมชน เช่น การหาของป่าและการล่าสัตว์ การเผาป่าจึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม

ในเวทีสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ได้สะท้อนข้อจำกัดสำคัญว่า ภาครัฐยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างคนเฝ้าป่าอย่างเป็นระบบ ขณะที่ภาระกลับตกอยู่กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครที่มีข้อจำกัดด้านกำลังและอุปกรณ์

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น โดรนตรวจจับความร้อน และอุปกรณ์ป้องกันที่มีคุณภาพ ส่งผลให้การเข้าระงับเหตุล่าช้า จนไฟลุกลามสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

รายงานยังอธิบายผ่านทฤษฎี “นาทีทอง” (Golden Time) ซึ่งระบุว่า หากสามารถควบคุมไฟได้ภายใน 5–15 นาทีแรก จะลดความเสียหายได้อย่างมาก โดยการมีคนเฝ้าป่าประจำพื้นที่ช่วยให้เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้ทันเวลา ต่างจากระบบที่ต้องรอข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การเปรียบเทียบต้นทุนพบว่า การจ้างคนเฝ้าป่าซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 9,000–10,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น “ต้นทุนคงที่” ที่ควบคุมได้ ขณะที่การดับไฟปลายเหตุมีต้นทุนผันแปรสูง โดยเฉพาะการใช้เฮลิคอปเตอร์ที่มีค่าใช้จ่ายระดับหลายหมื่นถึงแสนบาทต่อชั่วโมงบิน

ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบจาก PM2.5 ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยมีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศกว่า 12 ล้านคนต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทต่อเดือนในช่วงวิกฤต

นอกจากมิติด้านงบประมาณ นโยบายจ้างคนเฝ้าป่ายังส่งผลเชิงบวกต่อสังคม โดยช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และที่สำคัญคือเปลี่ยนบทบาทของชาวบ้านจาก “ผู้เผา” มาเป็น “ผู้พิทักษ์” ผ่านการปรับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

กรณีศึกษาความสำเร็จของ “แม่แจ่มโมเดล พลัส” ในจังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการการจ้างงาน การปรับโครงสร้างเกษตรกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือก สามารถลดการเผาและฟื้นฟูระบบนิเวศได้อย่างเป็นรูปธรรม

รายงานสรุปว่า การไม่ลงทุนในมาตรการเชิงรุก แม้อาจดูเหมือนประหยัดงบประมาณในระยะสั้น แต่กลับนำไปสู่ความสูญเสียระดับมหภาคในระยะยาว พร้อมเสนอให้รัฐบาลปรับแนวนโยบาย โดยจัดตั้งกองทุนจ้างคนเฝ้าป่า ยกระดับอุปกรณ์ภาคสนาม และขยายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กัน

ท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความรุนแรง นักวิชาการย้ำว่า ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่เป็นผลจากการออกแบบนโยบายที่ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถแก้ไขได้ด้วยการลงทุนที่ “ถูกจุด” และ “ทันเวลา”

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง