วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 05:51 น.

การเมือง

Vision for Thailand 2024 : โปร่งใส สุจริต มาตรฐานจริยธรรมผู้นำยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2567, 09.44 น.

Vision for Thailand 2024 : โปร่งใส สุจริต มาตรฐานจริยธรรมผู้นำยุคใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 

ปาฐกถา “Vision for Thailand 2024” เมื่อค่ำคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ที่พารากอนฮอลล์ กลางเมืองกรุงเทพฯ ได้รับความสนใจจากทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ร่วมเข้ารับฟังจากวงการธุรกิจและการเมืองจำนวนมาก ภายในงานนี้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศไทยที่โปร่งใสและสุจริต โดยเน้นที่การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของผู้นำยุคใหม่  โดยได้เสนอแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต และการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้พูดถึงการปฏิรูประบบราชการและการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใส หลายช่วง หลายตอนของการปาฐกถาได้สะท้อนความคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องมีมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย  และแน่นอน การจะสร้างประเทศไทยในแบบนั้นได้  สังคมไทยก็จะต้องไปให้ถึงขีดสุดหรือใกล้ 100 % ด้านมาตรฐานจริยธรรมที่ผู้นำจะต้องมี ทั้งความโปร่งใสและความสุจริต 

ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ผู้นำทางการเมือง คือกลไกสำคัญในการบริหารประเทศชาติ หมายความว่าตัวนักการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น มีบทบาทที่สำคัญ ในการกำหนดนโยบายและบริหารงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม อย่างไรก็ตาม ผู้นำทางการเมืองของไทย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นมาตรฐานจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำลายความไว้วางใจของประชาชนและทำให้การพัฒนาประเทศชะงักงัน

ปัญหาเหล่านี้  ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง แต่ยังมีผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยการคอร์รัปชั่นและการผลประโยชน์ทับซ้อนสร้างอุปสรรคต่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในสังคม การดำเนินการทางการเมืองที่ขาดความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนถึงความอ่อนแอของกลไกการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ระบบการเมืองที่ไม่สามารถควบคุมการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งทำให้เกิดการละเมิดจริยธรรมและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับการสูญเสียทรัพยากรทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นจากประชาชน
ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่ครอบคลุม รวมถึงการสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มงวด การส่งเสริมจิตสำนึกทางมาตรฐานจริยธรรม และการสนับสนุนการบริหารที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้การเมืองไทยสามารถกลับมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ประเด็นที่จะต้องกังวลต่อไปคือปัญหามาตรฐานจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่น ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบการเมืองไทย หรือมาตรฐานจริยธรรมที่ต่ำที่จะส่งผลให้ผู้นำทางการเมืองขาดความซื่อสัตย์สุจริต ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม จะยังคงมีระดับความความรุนแรงที่สูงขึ้นไปด้วยหรือไม่ ขณะที่การคอร์รัปชั่นที่มีโอกาสทำลายความน่าเชื่อถือของระบบราชการและกฎหมายต่าง ๆ นั้น  รัฐบาลจะมีการบริหารจัดการปัญหาเหล่านี้ไม่ให้อย่างแพร่หลายในระบบการเมือง ตลอดจนไม่ให้ส่งผลกระทบไปสู่ประชาชนได้อย่างไร    

มาตรฐานจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่นในระบบการเมืองไทยเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานและเป็นแผลเรื้อรังในเนื้อเยื่อของสังคมไทย ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีในระบบการเมืองและการบริหารประเทศที่ไม่สามารถแก้ไขได้เป็นเวลาหลายทศวรรษ ภายใต้การเพิกเฉยต่อมาตรฐานจริยธรรมและกฎหมายโดยผู้นำทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในสังคม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ยังทิ้งบาดแผลลึกลงในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง  สาเหตุของปัญหานี้มีต้นตอมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ การขาดกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และการขาดจิตสำนึกทางจริยธรรมในหมู่ผู้นำทางการเมือง นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์และวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าที่มีส่วนเอื้อต่อการเกิดทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ฝังรากลึกและดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

การดำเนินการที่ขัดต่อหลักการบริหารที่ดี และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการคอร์รัปชั่น กำลังเป็นสิ่งที่ทำลายมาตรฐานจริยธรรมของการเมืองไทย ขจัดโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การไม่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ประเทศตกอยู่ในวงจรแห่งความไม่โปร่งใสและขาดมาตรฐานจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง การปฏิรูปอย่างจริงจัง การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็ง การพัฒนาจิตสำนึกทางจริยธรรมในผู้นำและประชาชน จะช่วยให้ความเสื่อมโทรมนี้ ไม่สามารถกัดกร่อนและทำลายอนาคตของประเทศได้

การใช้ตัวแทนทางการเมืองสะท้อนมาตรฐานจริยธรรมในผู้นำทางการเมืองไทยอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่แม้จะไม่ได้กล่าวออกมา แต่ก็เป็นที่รู้จักอยู่  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การใช้ตัวแทนทางการเมืองเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ในทางการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงการขาดมาตรฐานจริยธรรมในกลุ่มผู้นำทางการเมืองที่ใช้วิธีการให้บุคคลอื่นเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งกระทบต่อสังคมและระบบความยุติธรรม อาทิเช่น

1. การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การใช้ตัวแทนมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีนักการเมืองที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ของกลุ่มตนในขณะที่ยังสามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องโดยตรง การกระทำนี้มักเกี่ยวข้องกับการซ่อนความเป็นเจ้าของในธุรกิจหรือทรัพย์สินที่อาจขัดกับตำแหน่งหน้าที่ หรือการปกปิดการมีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบายหรือกฎหมายใด ๆ การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมและความไม่ซื่อตรงในหน้าที่การทำงานของการเป็นนักการเมืองที่ดี

2. การบิดเบือนกระบวนการทางการเมือง การใช้ตัวแทนทำให้กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและเป็นธรรม นักการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้สามารถครอบงำหรือควบคุมการตัดสินใจของรัฐสภาหรือหน่วยงานต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเหล่านั้นอย่างแท้จริง เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองและลดความไว้วางใจของประชาชนในตัวนักการเมือง

3. การละเมิดจริยธรรมและความซื่อสัตย์ การครอบงำและการใช้ตัวแทนสะท้อนถึงการขาดความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม นักการเมืองบางคน ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ได้มองว่าการรับใช้ประชาชนเป็นเกียรติที่ต้องยึดมั่นในความโปร่งใสและจริยธรรม แต่กลับมองว่าเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว การขาดจริยธรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำลายความน่าเชื่อถือของการเป็นนักการเมืองที่ดี แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองโดยรวม

ที่จริงแล้ว กรณีมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นเรื่องที่ได้เคยถูกใช้มาแล้ว ตัวอย่างเช่น การพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นกับ อดีตนายกรัฐมนตรีสมัครฯ หรือแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐาฯ  จากกรณีทั้งสองข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้ความสำคัญต่อระบบมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองที่สูง เป็นสิ่งที่ผู้นำทางการเมืองต้องปฏิบัติตามด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ของบุคคลใดที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน 

มาตรฐานทางจริยธรรม มีการกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 219 และมาตรา 234 ที่เน้นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 219  ได้มีการระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งต้องปฏิบัติตนตามหลักการซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และรับผิดชอบต่อการกระทำของตน มาตรานี้ยังให้อำนาจแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการจัดทำและกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมนี้จะต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และประกาศให้ทราบเป็นกฎหมาย

มาตรา 234 ได้มีการระบุว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ป.ป.ช. สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ รวมถึงการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องพิจารณา

จะเห็นได้ว่า สาระสำคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงการสร้างความไว้วางใจในระบบการเมืองของประเทศ   อย่างไรก็ตาม มาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม  มีความสำคัญกับการเป็นผู้นำ ที่ต้องเป็นคนดี  มาตรฐานจริยธรรมที่สำคัญ ได้แก่ 

ความซื่อสัตย์สุจริต ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและไม่กระทำการใด ๆ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ความโปร่งใส การทำงานและการตัดสินใจต้องมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชน ความรับผิดชอบ ผู้ดำรงตำแหน่งต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรฐานจริยธรรมมุ่งเน้นในการป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบและให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อดีตที่ผ่านมา สังคมได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาและผู้นำศาสนา ที่ได้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมไว้เป็นปทัสถาน หรือแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ อาทิเช่น  เพลโต นักปรัชญาตะวันตก ที่เชื่อว่าความดีคือความสมบูรณ์แบบ(The Good) ความดีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากการให้การศึกษาและความดีเป็นคุณธรรมที่ต้องพัฒนา ผ่านงานเขียนชื่อ The Republic ความเป็นคนดีเกิดจากการที่มนุษย์สามารถตระหนักและปฏิบัติตามความดีสมบูรณ์ที่อยู่เหนือกว่าประสบการณ์ทางโลก 

ส่วนอริสโตเติล ได้กล่าวความสำคัญของมาตรฐานจริยธรรม หรือคุณธรรม(Virtue) และความดี(Goodness) ไว้ในหนังสือชื่อว่า Nicomachean Ethics อริสโตเติลเชื่อว่าคุณธรรมเป็นหนทางสู่การดำรงชีวิตที่ดี (eudaimonia) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ คนดีต้องประกอบด้วยคุณธรรม ซึ่งเป็นการปฏิบัติตนในทางที่ถูกต้องและสมดุล 

ขณะที่คานท์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน ได้กล่าวถึงมาตรฐานทางจริยธรรม(Moral Duty) ในผลงานชื่อ Groundwork for the Metaphysics of Morals เขาเน้นว่าการกระทำที่ถูกต้องตามจริยธรรมควรมีพื้นฐานจากหลักการของความมีเหตุผลและความยุติธรรม ไม่ใช่จากความต้องการหรือผลประโยชน์ส่วนตัว คานท์เชื่อว่าความเป็นคนดีแสดงออกผ่านการกระทำที่สอดคล้องกับหน้าที่และหลักจริยธรรม

ส่วน ขงจื้อ นักปรัชญาจีน ท่านได้เน้นคุณธรรม (Virtue) ไว้ 2 ประการคือคุณธรรมคือความถูกต้อง(Righteousness) และความยุติธรรม(Justice) ที่ต้องมีในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ชีวิตในสังคม โดยขงจื้อเน้นว่าการปฏิบัติตนตามคุณธรรมเป็นวิธีการสร้างคนดีและสร้างสังคมที่เป็นสุข

จะเห็นได้ว่า มาตรฐานทางจริยธรรม เป็นเรื่องสำคัญของสังคมและการปกครอง เป็นมาตรฐานสำคัญในการประเมินความเป็นคนดีในสังคม เป็นสิ่งสำคัญที่นักการเมืองต้องยึดถือในการทำงาน เนื่องจากพวกเขาเป็นตัวแทนของประชาชนและมีหน้าที่ในการทำให้สังคมเกิดความยุติธรรมและเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม นักการเมืองไทยบางส่วนมักมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับหลักจริยธรรม เช่น การใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน

มาตรฐานทางจริยธรรมเกี่ยวข้องกับการป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน  ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญในวงการการเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับส่วนรวม อาทิเช่น นักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือองค์กรใด ๆ อาจออกกฎหมายหรือนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเองหรือของพรรคพวกมากกว่าประชาชน

มาตรฐานจริยธรรมช่วยป้องกันการคอร์รัปชั่น ที่สาเหตุก็มาจากความซับซ้อนและการขัดของผลประโยชน์ ในอดีตนั้นพบว่านักการเมืองบางส่วน บางคน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมคอร์รัปชั่นโดยใช้ตำแหน่งและอำนาจในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรับสินบน การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการใช้เงินทุนของรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาการคอร์รัปชั่นไม่เพียงแค่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

การแก้ไขปัญหาจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่นในระบบการเมืองไทย จำเป็นต้องมีการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของผู้นำทางการเมือง และสร้างกลไกการตรวจสอบและควบคุมที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของผู้นำทางการเมือง อีกทั้งยังต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อผู้ที่กระทำผิด เพื่อสร้างความโปร่งใสและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน 

ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างการอยู่ดีกินดี มีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตและการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระหนี้สินของประชาชน การปฏิรูประบบราชการที่จำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและปลอดภัย 

การสร้างประเทศไทยที่โปร่งใสและสุจริตต้องยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของผู้นำทางการเมือง โดยสร้างผู้นำที่มีมาตรฐานจริยธรรมสูง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประเทศไทยปลอดจากการทุจริตและก้าวสู่การเป็นสังคมที่โปร่งใส แม้ว่าปัญหามาตรฐานจริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อน และการคอร์รัปชั่นยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องช่วยกันแก้ไข โดยร่วมมือกันทุกฝ่าย

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง