การเมือง
รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ มอง "โลกของธนาคารกลาง ก็การละคร ประเทศไทย ก็การละคร"
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
"เมื่อค่ำคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา ธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟด ได้ประชุมตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25 % นับเป็นครั้งที่สาม สิริรวมทั้งหมด 1 % เรียบร้อย ท่ามกลางกระแสเงินเฟ้อทั่วโลกที่ดูเหมือนว่า จะเหนียวไม่ยอมลงเท่าที่ควร การจ้างงานก็ยังร้อนแรงอยู่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนพฤศจิกายน ยังปรับตัวสูงขึ้น 227,000 อัตรา มากกว่าคาดการณ์ที่ 200,000 เงินเฟ้อหลายประเทศ ก็ปรับตัวมากขึ้น บ่งชี้ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น จะมีแค่ฟากจีน ที่ผ่านมาดำเนินนโยบายผิดพลาด เงินเฟ้อจึงต่ำเรื้อรัง ดังนั้นถ้าคิดทางทฤษฎี เฟด ก็ไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเลย ในขณะเดียวกัน ประเทศไทย มีเงินเฟ้ออยู่ต่ำเตี้ยมาก ห่างจากเป้าหมายที่ร้อยละ 2 ไกลเลย เศรษฐกิจกำลังขาดกำลังซื้อในระบบ การจับจ่ายใช้สอยที่ชะลอตัวลงอย่างมาก เอาจริงๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้แล้ว แต่ก็ไม่ เพราะอะไร
ผมว่า ธนาคารกลางหลายประเทศ คิดเหมือนกันหลายอย่าง หากเริ่มต้นที่สหรัฐ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยคราวนี้ เสมือนเป็นการปรับลดครั้งสุดท้ายเพื่อประคองให้เศรษฐกิจรักษาโมเมนตัม และการเติบโตให้มีความสม่ำเสมอต่อไป ก่อนที่คาดว่าอาจจะไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกระยะหนึ่ง หรือนานทีเดียว เพราะการได้ผู้นำคนใหม่ที่อาจจะนำอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากนโยบายการกีดกันการค้าและการลดภาษี จึงต้องการลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจลงชดเชยการคงดอกเบี้ยที่สูงมาเนิ่นนานก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะไม่ได้ลดอีกนานเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยน คือ ทำก่อนที่จะไม่ได้ทำ ถึงขนาดประธานเฟด ออกมาแถลงว่า ให้ฉีกทิ้งการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ผ่านมาของปี 2024 แล้วให้มาดูสถานการณ์ใหม่ในอนาคต จากนโยบายต่างๆที่จะตามมา ทำตลาดเงินตลาดหุ้นปั่นป่วนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นทำสถิติใหม่ ในช่วงเกือบปีนี้ หุ้นปรับตัวลงอย่างมาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ประธานเฟดจะพูดเสมอว่า การเมืองไม่มีอิทธิพลมากดดันมุมมองของธนาคารกลางได้
ไทยก็เช่นกัน แต่อยู่คนละมุมของสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจเราเกาะกับประเทศจีนค่อนข้างมาก บอกว่าจะต้องตุนกระสุนไว้ เพื่อใช้ลดดอกเบี้ยในเวลาที่จำเป็นจริงๆ คือคงมองว่าอนาคตอาจต้องกอดคอกันลำบากกับจีน เผชิญความยุ่งยากคล้ายกันกับจีน อาจจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นในปีหน้า คล้ายๆกับจีนก่อนหน้านี้ ที่เตรียมเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการการคลังจำนวนมาก แต่ก็ยังหยิบมาใช้ในปีงบประมาณปัจจุบันค่อนข้างน้อย ทั้งๆที่จริงๆสามารถทำได้มากกว่านี้เยอะ เสมือนตุนกระสุนไว้กระตุ้นในอนาคตค่อนข้างมาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้อธิบายว่าทำไมถึงไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าคนลำบากกันถ้วนหน้า
อังกฤษ เพื่อนรักสหรัฐ ก็คล้ายกัน จากเดิมที่ธนาคารกลางแสดงท่าทีมั่นอกมั่นใจว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยแน่นอน เพราะอัตราเงินเฟ้อในประเทศ มีค่าอยู่ในระดับสูง ไม่ยอมลดลงเลย ส่วนสำคัญก็คงมาจากการออกจากสหภาพยุโรป ทำให้ต้นทุนค่าแรง ค่าของ จำนวนมากปรับตัวสูงมาต่อเนื่อง แต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินล่าสุด เริ่มเสียงแตก จำนวนคณะกรรมการที่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอะไรครับ เพราะเขามองว่า หากสหรัฐดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว เฟดยังต้องตุนกระสุนให้ระบบเศรษฐกิจก่อนเงินเฟ้อใหม่จะมา แล้วอังกฤษซึ่งเศรษฐกิจอ่อนแอกว่ามากมาย จะคงอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐ ได้อย่างไร เอาความเก่งความแน่มาจากไหน
พอมาดูญี่ปุ่น ซึ่งผู้ว่าการอูเอดะ ให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่า อัตราเงินเฟ้อ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2 เริ่มมีความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางควรพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยได้อีกตามสถิติข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา แต่หลังจากท่าทีของเฟดออกมาแบบนี้ การแถลงข่าวหลังจากธนาคารกลาง ออกมาคงอัตราดอกเบี้ย ไม่ยอมปรับขึ้นเหมือนที่เคยส่งสัญญาณ กลับบอกว่าต้องขอดูตัวเลขเศรษฐกิจออกไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และผลกระทบต่างๆจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ขอดูตัวเลขเศรษฐกิจช่วงฤดูใบไม้ผลิก่อนตัดสินใจอีกครั้ง ผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นไปไกลเลย ไปไกลถึงฤดูใบไม้ผลิเลย
คราวก่อนท่านก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกัน ออกมาส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ทำไม่ได้ เล่นเอาค่าเงินญี่ปุ่นวิ่งทะลุฟ้า หุ้นตกลงนรกร่วมสัปดาห์ คราวนี้มาอีก หลังจากก่อนหน้าส่งสัญญาณว่า ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธันวาคม ก็คงมกราคม แต่หลังจากเห็นท่าทีของเฟด พี่ใหญ่ในระบบเศรษฐกิจโลก ท่าทีเปลี่ยนทันที เชื่อได้ไหมไม่รู้ อนาคตอาจกลับไปกลับมาอีก
ผมกำลังจะบอกว่า ธนาคารกลางทุกประเทศ มองการเมืองครับ มองว่าจะต้องตามใคร ใครใหญ่ มองว่าถ้าสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยต่อจากนี้ได้แล้วไปอีกระยะหนึ่ง ภาพจะเป็นอย่างไร จะวุ่นวายไหม หากทรัมป์ไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบรุนแรงได้พร้อมๆกัน ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างไร เฟดจะกลับท่าทีไหม ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จึงเลือกที่จะรอดูว่าเดือน มกราคม กุมภาพันธ์ จะเป็นอย่างไร แต่หากบางประเทศเช่นญี่ปุ่น บอกว่าการเพิ่มค่าจ้างรอไม่ได้แล้ว การปรับขึ้นดอกเบี้ยก็อาจรอไม่ได้นานเพราะจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรับไม่ได้ แต่ตอนนี้ขอซื้อเวลาไปก่อน ไม่มีใครอยากจะทำตัวเป็นพี่ใหญ่แซงหน้าสหรัฐ แม้แต่จีน ก็วางแผนประคองตัวจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รอเดือนสองเดือน จะเป็นไรไป คงได้เห็นอะไรดีๆ เดือน มกราคม กุมภาพันธ์ เป็นแน่แท้
ส่วนผมเอง ผมไม่เชื่อว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะสามารถดำเนินนโยบายรุนแรงได้พร้อมกันหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้า คงจะทำเป็นพิธีไปก่อน เพราะการลดการนำเข้ามาในประเทศ จะส่งผลกระทบกลับกันกับอุตสาหกรรมในสหรัฐ ซึ่งต้นทุนแพงกว่ามาก มันไม่ใช่ว่าอุตสาหกรรมที่ทดแทนการนำเข้าจะพร้อมผลิตในต้นทุนที่ประชาชนรับได้ ซะที่ไหนกัน สหรัฐจะต้องใช้เทคโนโลยีในการลดต้นทุนในอนาคต มากกว่าการคิดกีดกันอย่างเดียว เหมือนกับการเอาอีลอน มัสก์ มาทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงประสิทธิภาพภาครัฐ ที่ทำหน้าที่หั่นงบประมาณภาครัฐลงให้มากๆ คือเอาเทคโนโลยีมาใช้ลดค่าใช้จ่าย
การขึ้นค่าแรง เพื่อรองรับเงินเฟ้อ เป็นเรื่องที่รับได้ถ้าเศรษฐกิจโต แต่เป็นเรื่องแย่ ถ้าโตต่ำกว่าศักยภาพ เพราะทำให้วงจรระบบเศรษฐกิจมีแต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สวนทางการแข่งขันที่ทำได้ลดลง เป็นชะตากรรมเดียวกันกับประเทศไทย ที่คนคิดขาดมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์ และโลกาภิวัฒน์อุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะการขึ้นค่าแรง ในระบบเศรษฐกิจที่โตต่ำ ย่อมทำให้เกิดแนวโน้มการจ้างงานที่ลดลง เกิดความพยายามในการใช้เทคโนโลยีมาแทนคน ส่วนธุรกิจที่เขามีศักยภาพ ไม่ต้องไปบอกเขาให้ขึ้นค่าแรง เขาก็จ่ายโบนัสปีหนึ่งๆ หลายๆเดือน หรือบางอุตสาหกรรมไม่ใช่ว่าดี แต่ขาดคนที่ชำนาญเฉพาะด้าน จำเป็นที่จะต้องเอาใจลูกน้องไม่ให้ออกไปอยู่กับคู่แข่ง ยังไงก็ต้องขึ้นค่าตอบแทนหรือเพิ่มโบนัสให้ ไม่งั้นบุคลากรหนีหายไปอยู่ที่อื่น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เห็นๆกันอยู่ว่ายอดขายรถยนต์มันตกลงมากมาย แต่ทำไมยังให้โบนัส 9 เดือนอยู่ละครับ เพียงแต่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ หรือมีเงื่อนไขด้านบุคลากรที่หายาก มันมีน้อยมากในระบบเศรษฐกิจไทย แต่มันมีทั่วไปในประเทศอุตสาหกรรมใหม่แบบญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ดังนั้นถึงเห็นว่าค่าแรงญี่ปุ่นจะปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ แบบความสัมพันธ์ทางตรงเลย
แต่จะเอาแนวคิดค่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงกับเงินเฟ้อ มาใช้กับประเทศที่มีความอ่อนไหวกับต้นทุนราคาสินค้าส่งออกมาก อย่างไทย จีน และเวียดนาม คงไม่ได้ มันคงต้องบอกว่าค่าแรง ควรปรับตัวกับทักษะแรงงานมากกว่าครับ เห็นไหมครับว่า จีน ออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่า ถ้าปีหน้าเจอสงครามการค้ารุนแรงมาก ธนาคารกลางจีนพร้อมจะปรับช่วงอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนลงไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อต่อสู้กับสงครามการค้า
ทุกคนปรับตัวเพื่อลดต้นทุนในการขายของ ลดอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเอง หาคนมาคิดขึ้นแต่ค่าแรงในประเทศ เป็นอัตราอ้างอิงพื้นฐาน ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมายอมรับหรือสนับสนุนเลยครับ เช่นเดียวกัน หากสหรัฐดำเนินนโยบายแล้วเงินเฟ้อตัวเองสูงจริง แล้วดอลล่าร์สหรัฐแข็งตัวขึ้นมากๆ ในขณะที่นโยบายใหม่จะลดภาษีรายได้เกือบทุกประเภท ผมเชื่อเลยว่าสหรัฐจะมีปัญหาเศรษฐกิจแน่นอน เว้นแต่เขามีเครื่องยนต์การลงทุนจากต่างประเทศมหาศาลที่เข้ามาชดเชยการขาดดุลอื่นๆทุกอย่างได้ อย่างที่ไปชวนคนโน้นคนนี้มาลงทุนแล้วจะให้สิทธิประโยชน์ในการนำเข้าสินค้า มันก็ยังไม่น่าตื่นเต้นอะไร นอกจากตอนนี้ทุกคนก็เล่นการเมือง เอาใจทรัมป์ไปก่อน เว้นแต่คนที่ได้ประโยชน์ที่อยู่วงในแบบ อีลอน มัสก์ เท่านั้น
ผมถึงบอกว่า บ้านเรายังไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน มีแต่ลมปากตรงโน้นที ตรงนี้ที ต้องรอคนมีอำนาจตัวจริงพูดที ก็โย้ไปที ผ่านมาหลายเดือน ผมขอเตือนความทรงจำหน่อยครับ ตอนนั้นบอกจะทำกองทุนวายุภักษ์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนภาครัฐ และตลาดหุ้น แล้ววันนี้เป็นยังไงครับ สนับสนุนตลาดหุ้นได้ไหม ขนาดตลาดไทยเล็กนิดเดียว สนับสนุนได้ไหมครับ วันนี้หุ้นไทย ตกลงต่ำกว่า 1400 จุดอีกแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะมันเป็นเรื่องของระบบนิเวศวิทยาทางเศรษฐกิจ ในเมื่อเราอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีต้นทุนการส่งออกที่มีความผันผวนสูง เราก็จะได้รับผลกระทบจากกระแสเงินที่เข้ามาตามภูมิภาค และในเมื่อประเทศไทยเติบโตต่ำเกือบที่สุดในภูมิภาค มันก็ตอบได้ง่ายๆว่ายังไม่สะดุดตาใครมาลงทุนในบ้านเรา หากกองทุนวายุภักษ์โถมเงินทั้งหมดที่ระดมมาซื้อหุ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ กองทุนก็จะต้องรายงานการอ้างอิงราคาทางบัญชีที่ขาดทุนมากมายอย่างเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ต่อจากนี้ บอกเลยครับ ไม่ง่ายครับ"
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- ‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ติดปีกเอสเอ็มอี บุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมงาน “TikTok Live Commerce EXPO 2026” ขยายตลาดออนไลน์ ดันธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล 10 มิ.ย. 2569
- ช่อง 7HD ร่วมหนุนภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อน “คนปรับ โลกเปลี่ยน” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปลุกพลังจิตสำนึกทุกพื้นที่ 10 มิ.ย. 2569
- "อนุชา" เสนอใช้ AI คุมรถฟีดเดอร์รับส่งถึงซอย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รับฟังปัญหาชาวหนองแขม ชูแก้คลองเน่า-ดึงรถเมล์ Feeder เสริม ผุดไอเดีย "QR Code แผงค้า" 10 มิ.ย. 2569
- "สุริยะ" เตรียมบินไปมาเลเซีย แก้ปมแบนกุ้งไทย แลกย่นเวลาตรวจนำเข้าปลากะพง เชื่อ วิน-วินทั้งคู่ 10 มิ.ย. 2569
- "พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง" แนะเร่งแก้กฎหมายหลักทรัพย์ฯ เพิ่มโทษ-ตั้ง "แฟร์ฟันด์" เยียวยานักลงทุน 10 มิ.ย. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“อนุดิษฐ์” จี้รัฐทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปมลูกนำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ชี้มาตรการตึงเกินจริง ขาดมิติความเป็นมนุษย์ ไม่เข้าใจวิถีคนจน 18:50 น.- กกต.ชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องการออกเสียงประชามติ 8 เรื่อง 18:38 น.
- กกต.ชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องการเลือกตั้ง อบจ. 548 เรื่อง 17:35 น.
- กกต.ชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องการเลือกตั้ง อบต. 1,663 เรื่อง 17:31 น.
- "พลพีร์" ลุยต่ออำเภอคงโคราช ติดตามภารกิจเร่งด่วนรัฐบาล 3 ด้าน แก้ไขยาเสพติด-งดเผา-ลดค่าครองชีพ ดัน "ไทยช่วยไทย" บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน 17:25 น.


