วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 06:07 น.

การเมือง

ประวัติและผลงาน ดร.นิยม เวชกามา ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ปี 2569

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

การเมืองไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของนักการเมืองจำนวนมากที่มีบทบาทต่อการพัฒนาท้องถิ่นและศาสนา หนึ่งในนั้นคือ ดร.นิยม เวชกามา หรือที่ชาวสกลนครรู้จักกันดีในนาม “ดร.มหานิยม” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 4 สมัย และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งดำรงตนในเส้นทางการเมืองมากว่า 18 ปีโดยมีจุดยืนอันชัดเจนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมถึงการทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดสกลนคร เขต 2

ประวัติและเส้นทางการเมือง

ดร.นิยม เวชกามา เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 มีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดสกลนคร เริ่มต้นชีวิตราชการในตำแหน่งครูและนิติกรที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสกลนคร (พ.ศ. 2520–2536) ก่อนย้ายมาทำงานในกรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2537–2547 ในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานประกันภัยจังหวัดยโสธรและสกลนคร

เข้าสู่สนามการเมืองอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2550 ในนามพรรคพลังประชาชน และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องถึง 4 สมัย ได้แก่

พ.ศ. 2550 พรรคพลังประชาชน
พ.ศ. 2554, 2562 พรรคเพื่อไทย
พ.ศ. 2569 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ

ดร.นิยมเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในฝ่ายบริหาร อาทิ
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล)
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ)
ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางพวงเพชร ชุนละเอียด)
ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิธรรม เวชยชัย)

นอกจากบทบาททางการเมือง ดร.นิยมยังมีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยสำเร็จการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยครูสกลนคร
ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บทบาทด้านพระพุทธศาสนา

สิ่งที่ถือเป็น “อัตลักษณ์ทางการเมือง” ของ ดร.นิยม เวชกามา คือการยืนหยัดในแนวทางการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง เขาเป็นผู้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติสำคัญหลายฉบับในสภาผู้แทนราษฎร อาทิ

ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา

เขายังดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม และ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่นในการยกระดับบทบาทของศาสนาในสังคมไทย

จากแนวทางนี้เองที่ทำให้เขาได้รับสมญานามจากประชาชนในพื้นที่ว่า “ดร.มหานิยม” — นักการเมืองผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับฟังปัญหาของชาวบ้านทั้งในเรื่องศาสนา เศรษฐกิจ และสังคม

การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการตัดสินใจใหม่ในปี 2569

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ดร.นิยม เวชกามา ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยซึ่งร่วมงานมานานกว่า 17 ปี หลังจากที่พรรคมีมติให้เขาไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) โดยไม่ได้รับโอกาสลงสมัครแบบแบ่งเขตในพื้นที่ที่เขาดูแลมาโดยตลอด

หลังจากการพิจารณาและใคร่ครวญกว่า 2 เดือน เขาได้ตัดสินใจย้ายเข้าสังกัด พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อสานต่อการทำงานในฐานะผู้แทนของชาวสกลนคร เขต 2 โดยให้เหตุผลว่า

“มิใช่การทรยศหรือถูกดึงดูด แต่เป็นเพียงการยืนยันเจตจำนงที่จะทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่อไป”

การเปลี่ยนพรรคของ ดร.นิยม ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เป็นการยืนยันถึง อุดมการณ์ที่ต่อเนื่อง และ ความตั้งใจในการอุทิศตนเพื่อประชาชน ตามสโลแกนที่เขายึดถือว่า

“ประชาชนคือหัวใจ พระพุทธศาสนาอยู่ในจิตวิญญาณ”

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ดร.นิยม เวชกามา เป็นตัวอย่างของนักการเมืองท้องถิ่นที่มีรากฐานทางสังคมและศาสนาแน่นแฟ้น เขาใช้แนวคิด “การเมืองพุทธจิตวิทยา” เป็นกรอบในการทำงาน โดยเน้นการพัฒนาเชิงคุณธรรมควบคู่กับการพัฒนาเชิงโครงสร้าง

การเปลี่ยนสังกัดทางการเมืองในปี 2569 ของเขาจึงควรมองในเชิง “พลวัตการเมืองเชิงคุณค่า” (value-based political dynamics) มากกว่าการเปลี่ยนขั้วทางอำนาจ เพราะเป็นการรักษาเป้าหมายเดิมคือ “การทำงานเพื่อสกลนคร เขต 2”

กล่าวได้ว่า ดร.นิยม เวชกามา เป็นนักการเมืองสายพุทธจิตวิทยา ที่ผสมผสานระหว่างความศรัทธาในศาสนา ความเข้าใจในโครงสร้างรัฐ และความใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งทำให้เขายังคงเป็นบุคคลสำคัญบนเวทีการเมืองของจังหวัดสกลนคร และเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ “การเมืองเชิงคุณธรรมในระบบประชาธิปไตยไทยร่วมสมัย”
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง