วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 07:31 น.

การเมือง

"อนุทิน" นำทีมภูมิใจไทย พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง โวมี สส.เพิ่มทุกครั้ง อ้อนประชาชนอย่าทำกราฟตก  

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

"ภูมิใจไทย"  แถลงนโยบาย แกนนำ-สมาชิก-พร้อมหน้า ชู สโลแกน "พูดแล้วทำพลัส" ลั่นไม่ใช่ "เด็กละอ่อนอีกต่อไป"  พร้อมสูงสุดสู้ศึกเลือกตั้ง โวมีสส.เพิ่มทุกครั้ง อ้อนประชาชนอย่าทำกราฟตก เปิดนโยบายทหารอาสา 1 แสนคนเงินเดือน 1.2 หมื่นเพิ่มความเข้มแข็งปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสเป็นรัฐบาลต่อได้ "เอกนิติ -ศุภจี-สีหศักดิ์"  เป็นรองนายกฯ ส่วนแคนดิเดตไม่สำคัญ "ผมเป็นนายกฯ" 

 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568   นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงนโยบายสำหรับเลือกตั้ง โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ พร้อมว่าที่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ทั่วประเทศ ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อเข้าร่วม

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้มาเร็วกว่าที่คาดคิด ก่อนหน้านี้ตนมีความกังวลระดับหนึ่ง แต่วันนี้ความกังวลเปลี่ยนแปลงเป็นความมั่นใจ และวันนี้พรรคมีความมั่นใจ มีความพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้งเพื่อรับใช้ประเทศ และประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญที่สุดตั้งแต่มีพรรคภูมิใจไทยมา เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเรารู้สึกได้ว่า ประชาชนชาวไทยตั้งความคาดหวังไว้สูงกับการทำงานของพรรค เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากความพร้อมสูงสุดในทุกๆด้าน ทั้งด้านบุคลากร นโยบาย และยุทธศาสตร์ ที่ต้องยกระดับเพิ่มขึ้น เป็นที่มาของสโลแกน “ภูมิใจไทยพูดแล้วทำพลัส”

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สำหรับสมาชิกใหม่ที่มาร่วมงานกับพรรค พรรคภูมิใจไทยผ่านการเลือกตั้งมา 3 ครั้ง ทุกครั้งพรรคเติบโตขึ้นเสมอไม่เคยเล็กลง และในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงกราบขอโอกาสประชาชนอย่าทำให้กราฟพรรคภูมิใจไทยตกต่ำ แต่ขอให้พุ่งขึ้นเต็มที่ เพื่อสร้างความเจริญให้ประเทศได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ วันนี้พรรคมีความพร้อมสูงสุดในการตั้งใจรับใช้ประชาชน

นายอนุทิน กล่าวว่า ภัยของประเทศในวันนี้ หลักๆมี 4 ด้าน ที่เป็นภัยคุกคามประเทศทั้งเศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ และภัยความมั่นคง คนไทยในปัจุจุบันเกิดความกลัวสารพัด แต่สิ่งที่ตนไม่อยากให้คนไทยต้องกังวลเลย คืออย่ากลัวเสียอธิปไตยของประเทศ พรรคภูมิใจไทยจะทำให้ความหวาดระแวง ความกลัวของท่าน เปลี่ยนมาเป็นความมั่นคง มั่งคั่ง และเชื่อมั่น ต้องขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกองทัพที่ให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ทำให้ประเทศปลอดจากภัยคุกคาม เสริมสร้างศักยภาพกองทัพให้เข้มแข็ง เราต้องทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรงของคนที่ประสงค์ร้ายต่อประเทศ เราจะทำต่อไปให้มีความแข็วแกร่งมั่นคงยิ่งขึ้น คนที่คิดว่าจะทำอะไรประเทศไทยหรือเราต้องยอมทุกอย่าง ต้องกลับไปพลิกตำราใหม่ เพราะต่อจากนี้ไทยจะมีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง พรรคสร้างรั้วแน่นอน แต่เป็นรั้วของชาติ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตประชาชนทุกคน เราจะสร้างรั้วของชาติที่ป้องกันภัยทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนจำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เอาเรื่องพวกนี้ไม่เอาสีเทาทั้งหมด เราจะสร้างรั้วปกป้องประเทศจากสิ่งเหล่านี้

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยจะเปิดโอกาสทหารอาสาเพื่อรับใช้ชาติอย่างสมัครใจ และมีอนาคต เราจะเปลี่ยนคำว่าทหารเกณฑ์เป็นคำว่าทหารอาสา เพื่อจะได้มีทหารที่ตั้งใจเต็มใจเข้ามาปกป้องอธิปไตยดินแดนของเรา โดยจะเปิดรับสมัครทหารอาสา 1 แสนคน ให้พวกเขาได้รับราชการเป็นทหาร 4 ปี เงินเดือน 12,000 หมื่นบาท จะทำให้ประเทศมีกำลังพลที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องแผ่นดิน ส่วนด้านเศรษฐกิจ 2-3 เดือน ที่ผ่านมาเรามีโยบาย “ควิกบิ๊กวิน” มาให้ประชาชน ทำโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ยังติดประชาชนอยู่คนละ 2,400 บาท ขอให้ตนได้มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ให้

นายอนุทิน ยังระบุว่า ไม่ต้องห่วง 3 ท่านนั้นมาแน่ เขาไม่เป็นแคนดิเดตนายกฯหรือ แต่ไม่สำคัญเพราะตนเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเผื่อเหลือเผื่อขาด เราไปบังคับจิตใจคนไม่ได้ พวกเราในห้องนี้เป็นนักการเมือง คุ้นชินกับการรับแรงปะทะ รับฟังเสียงตำหนิของคนที่เราไม่รู้จัก แต่ 3 ท่านนี้อาจยังไม่ชิน แต่เดี๋ยวก็ชิน แต่เที่ยวนี้ขอให้ท่านได้ทำสิ่งที่ท่านสบายใจ จะได้กลั่นผลงานที่ประชาชนประทับใจให้ประเทศของเรา ไม่มีความกังวลไม่มีเอ๊ะไม่มีเฮ้ย มีแต่คำว่าสู้ เมื่อเขาได้สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองสักระยะ โดยอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ แล้ววันนั้นเขาจะเป็นส่วนหนึ่งจของเรา วันนี้มองเขาเป็นคนนอกไม่ได้แล้ว เขาอาจไม่ชินระบบแต่การทำงานเขาคือคนใน เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา และผมให้คำยืนยันว่าเราทำได้ดีกว่ายิ่งใหญ่กว่า สำเร็จกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา

“สีหศักดิ์” เสนอนโยบายต่างประเทศ  “ภูมิใจไทย” ตั้งเป้าพาไทยก้าวพ้นความขัดแย้งกัมพูชา 
 
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงานแถลงนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่เคยคิดเลยว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้แล้วมาพูดในเวทีแบบนี้ ถือเป็นครั้งแรก ตอนที่ได้รับการทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเรื่องที่คิดหนัก เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมารับตำแหน่งมีวิกฤติข้างหน้ารอคอยอยู่แล้ว การที่รับหน้าที่นี้อยากทำงาน เพราะมีความเชื่อว่าการต่างประเทศที่เข้มแข็งจะนำพาเราพ้นวิกฤต นำพาเราไปสู่ความมั่นคงที่ยิ่งขึ้น และจะนำพาความกินดีอยู่ดีความก้าวหน้ามาสู่ประชาชนชาวไทยด้วยเหตุนี้จึงรับหน้าที่นี้

วันนี้มารับหน้าที่เข้าเดือนที่ 4 ก็ต้องเจอวิกฤตความสัมพันธ์กับกัมพูชา ตนคิดว่ามาถูกทางแล้วเพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง และมีเอกภาพระหว่างทหารกับฝ่ายการทูตเราทำงานร่วมกันและพูดเป็นเสียงเดียวกัน ไทยมีเอกภาพในการปกป้องคุ้มครองอธิปไตยของไทยศักดิ์ศรีของประเทศไทย แน่นอนว่าไทยพร้อมที่จะเปิดประตูสำหรับการพูดคุยเจรจาเพราะความขัดแย้งต้องจบที่การเจรจาพูดคุย แต่การเจรจานั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีความพร้อมและความจริงใจ ซึ่งไทยรอคอยอยู่

อีก 4 ปีข้างหน้าหวังว่าไทยจะก้าวพ้นความขัดแย้งในปัจจุบันและการต่างประเทศในอีกสี่ปีข้างหน้าจะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยและสร้างโอกาสให้กับประชาชนชาวไทย ทำให้ไทยกลับมาสู่แนวหน้าของประชาคมโลก ทำให้ไทยมีบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศและอยู่ในเวทีอย่างมีเกียรติภูมิและมีศักดิ์ศรี 

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศคือการบริหารความสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยในระยะสั้น ไทยจำเป็นต้องก้าวพ้นความขัดแย้งกับกัมพูชา และมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมเสถียรภาพในเมียนมา เพื่อคืนสันติภาพให้ภูมิภาค

เราต้องการเห็นชายแดนที่มั่นคงและเชื่อมโยงกัน เป็นชายแดนที่ปราศจากอาชญากรรม โดยเฉพาะยาเสพติดและขบวนการคอลเซ็นเตอร์ หากเพื่อนบ้านก้าวหน้าและมีสันติภาพ ก็จะเป็นโอกาสให้ไทยได้ขยายการค้าและการลงทุน 

ในส่วนของยุทธศาสตร์ระยะยาว นายสีหศักดิ์ มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ จากการแข่งขันของมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ จีน รัสเซีย อินเดีย และกลุ่มประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้น ไทยต้องรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายโดยไม่เลือกข้าง พร้อมใช้กลไกอาเซียนเป็นภูมิต้านทาน และสร้างอำนาจต่อรองในด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าการทูตไทยต้องมองไกลกว่าผลประโยชน์ใกล้ตัว เพื่อสร้างศักดิ์ศรีบนเวทีโลก โดยไทยควรมีบทบาทนำในประเด็นสากล อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), การป้องกันโรคระบาด, การต่อต้านการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติ

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การต่างประเทศที่แข็งแกร่งต้องเริ่มต้นจากบ้าน (Foreign policy begin at home) หรือความพร้อมภายในประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อกำหนดหนทางและยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ โดยเฉพาะการทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ที่บูรณาการทุกส่วนราชการและภาคเอกชนเข้าด้วยกัน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายในต่างประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การทูตต่างประเทศต้องตอบโจทย์ของประเทศคือการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นในสัปดาห์หน้านี้จะมีการประกาศนโยบายการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งต่อไปนี้สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ ซึ่งมีเกือบ 100 ประเทศ ต้องหันมาทำงานด้านเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่แบบเดิม ๆ ที่เป็นการหาตลาด ส่งเสริมการลงทุน ทูตจะต้องทำงานแบบมีเป้าหมาย walk to talk โดยการเข้าหา และเข้าถึงดังนั้นการทูตเศรษฐกิจถือเป็นการส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศภายใต้พรรคภูมิใจไทย 

การต่างประเทศในสังคมประชาธิปไตยประชาชนต้องมีส่วนรับรู้ และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเราต้องทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมด้วย แม้จะเบื่อที่ต้องออกข่าว ให้สัมภาษณ์ แต่เพราะนี่ถือเป็นการต่างประเทศที่ตรวจสอบได้โปร่งใส และประชาชนเข้าใจสนับสนุนการดำเนินการทางด้านการทูต และการต่างประเทศ

ท้ายที่สุดยุทธศาสตร์การต่างประเทศของเราการทูตของเรา ต้องมุ่งสู่ที่ประเทศไทยจะอยู่ในเวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี และผลักดันผลประโยชน์ของประเทศไทยทุกด้านเพื่อให้ไทยอยู่ในแนวหน้าของประชาคมโลกและเพื่อให้ไทยเป็นไทยในเวทีโลก
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง