การเมือง
อาลัย "นายแพทย์ประเวศ วะสี" ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 11 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วน ตัวเมื่อเวลา 23.33 น. ของวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา แจ้งข่าวว่า หมอประเวศ วะสี หรือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว
โดยช่วงหนึ่งของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า "เมื่อตะกี้นี้ ได้รับแจ้งจากมิตรในพระนครว่าท่านอาจารย์ประเวศจากพวกเราไปแล้ว รอบนี้อาจารย์ขอไม่ไปโรงพยาบาลแล้ว … พอแล้ว จำได้ที่เคยฟังอาจารย์คุยกันกับ อ.เสนาะ ถึงเรื่องการป่วยไข้ในวาระสุดท้าย ท่านบอกกันว่า กลัวแต่จะเป็นเช่นมะม่วงตกลงมาค้างอยู่บนหลังคาไม่ได้ถึงพื้น"
นอกจากนี้ นายพินิจ นิลรัตน์ กวีและนักเขียนอิสระ ยังได้โพสต์อาลัยต่อการจากไปของ หมอประเวศ วะสี โดยระบุข้อความว่า
"คารวะ-อาลัยราษฎรอาวุโส
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่อาจหนี
ส่ง 'หมอประเวศ วะสี' สู่สวรรค์
คุณความดีที่ท่านสร้างอเนกอนันต์
ยังคงอยู่ ณ ปัจจุบันสู่อนาคต."
สำหรับประวัติ ศ.นพ.ประเวศ วะสี หรือ หมอประเวศ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2475 ที่บนฝั่งลำน้ำแควน้อย ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายคลาย และนางกิม วะสี
ศ.นพ.ประเวศ วะสี นับเป็นแพทย์ชาวไทยที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงอย่างมาก และยังเป็นนักวิชาการด้านสาธารณสุข นักวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา ผู้สนับสนุนงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต ผู้ค้นพบกลไกทางพันธุศาสตร์ในโรคทาลัสซีเมีย ผู้ผลักดันแพทย์ชนบท ผู้ริเริ่มจัดตั้งองค์กรอิสระที่กำกับกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรช.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ราษฎรอาวุโส
สำหรับประวัติการศึกษาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในวัยเยาว์เล่าเรียนที่โรงเรียนวัดเหนือ ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลตำบลเกาะสำโรง ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวิสุทธรังษี จนถึง พ.ศ. 2490 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปี พ.ศ. 2492 สามารถสอบเข้าเรียนต่อชั้นเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2498 ได้รับปริญญาตรีแพทยศาสตร์เกียรตินิยม และได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ตลอดหลักสูตร จากนั้นในปี พ.ศ. 2503 สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และปีถัดมา (พ.ศ. 2504) สำเร็จการศึกษาจากภาควิชามนุษยพันธุศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร
หลังจากสำเร็จการศึกษาที่สหราชอาณาจักรแล้ว ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเลื่อนตำแหน่งตามลำดับจากอาจารย์โท เป็นอาจารย์เอก และอาจารย์ชั้นพิเศษ จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2519
ในการวิจัย ได้รับทุนวิจัยจากกระทรวงสาธารณสุข และของคณะกรรมการการแพทย์จีน ในการวิจัยธรรมชาติของเลือดเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงเนื่องจากกรรมพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย และพบวิธีการป้องกันรักษา โดยผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป จึงได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่งเกือบทุกทวีปทั่วโลก บทความทางวิชาการของท่านได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศมากกว่า 150 เรื่อง และท่านยังแต่งตำราวิชาโลหิตและคู่มือโลหิตวิทยา รวมถึงได้รับทุนวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2563 ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เขียนบทความเรื่อง “วิกฤตคือโอกาส จัดรัฐพิธีขอขมาประเทศไทย ประชุมสมัชชาประชาธิปไตย ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยปวงชนชาวไทย” ถึงข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการเมือง ความว่า
โอกาสอยู่ต่อหน้าประเทศไทย ณ บัดนี้
ที่จะออกจากวิกฤตชาติ ประเทศไทยติดอยู่ในอดีตไม่สามารถเชื่อมสู่อนาคตได้ เพราะบาดแผลทางจิตใจสังคมมีมากเกินไป เป็นบาดแผลที่ทุกฝ่ายมีส่วนก่อให้เกิด แม้ด้วยการกระทำที่คิดว่ามีเจตนาดี
ท่ามกลางวิกฤตในปัจจุบัน ถ้ามองในแง่ดีจะเห็นสิ่งดีๆและโอกาส แต่ธรรมชาติของสมองจะจำเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี แล้วเอามาพูดจาสื่อสารกันจนหมดพลัง ตั้งแต่ครอบครัว ในองค์กร ไปจนถึงระดับชาติ อย่างในครอบครัวบางทีมีเรื่องดีๆ ตั้ง 99 เรื่อง เรื่องไม่ดี 1 เรื่อง ถูกหยิบมาโต้เถียงกันจนแตกร้าว
ความรู้สึกและการคิดกำหนดการเห็น ถ้ามองในแง่ร้ายจะเห็นแต่สิ่งร้าย
อยากชวนให้เห็นเรื่องดีๆ สัก 5 เรื่อง และเสนอวิธีใช้โอกาสประเทศไทย
1.สันติวิธี มีคนปิดทองหลังพระ พยายามขับเคลื่อนเรื่องสันติวิธีมาเป็นเวลานานพอสมควร ไม่มีใครจำได้ดอกว่า ตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลทักษิณ (ชินวัตร) ได้มีการเสนอตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีที่มีคุณพิชัย รัตนพล เป็นประธาน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ เช่น อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์มารค ตามไท เป็นต้น สถาบันพระปกเกล้าโดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ซึ่งมี พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ได้ทำการฝึกอบรมนักสันติวิธีไว้จำนวนมาก นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ แปลและเขียนหนังสือเกี่ยวกับสันติวิธี 36 เล่ม
ยังมีนายโคทม อารียา พระมหาหรรษา (ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย-มจร) และท่านอื่นๆ เรื่องที่น่าจะนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหญ่หลายครั้งไม่เกิด เพราะกระบวนการทำงานของคนไทยที่ปิดทองหลังพระ
เหตุการณ์ชุมนุมเมื่อ 10 สิงหาคม 2563 ไม่เกิดเรื่องแบบ 6 ตุลาคม 2519 ที่รัฐก่อความรุนแรง (State violence) หลายฝ่ายมีความยับยั้งชั่งใจ พูดถึงการต้องฟังคนรุ่นใหม่ ความสามัคคีปรองดอง ที่จะต้องเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกันนี้เป็น Big Step ของอาริยะพัฒนาของไทย ไม่ใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงเข่นฆ่าคนที่เห็นต่าง แม้ยังมีวาทกรรมเช่นนั้นอยู่บ้าง แต่กระแสใหญ่ปฏิเสธความรุนแรง สังคมไทยควรเห็นความก้าวหน้าของสิ่งดีในข้อนี้
2.รายงานของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง "แนวทางการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ" ที่เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563
ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่เคยมีชื่อเสียงทางปรีชาญาณลึกซึ้ง สามารถผลิตข้อเสนออันทรงปัญญาลึกซึ้งรอบด้าน ที่เป็นทางออกของประเทศไทย ถ้าสังคมไทยทุกภาคส่วนศึกษาให้เข้าใจและดำเนินการตามข้อเสนอ ประเทศไทยจะหลุดจากการติดกับอยู่ในวิกฤตความซับซ้อน ร่วมกันเคลื่อนสู่อนาคตด้วยความสมานฉันท์ได้
3.ฐานของประเทศเข้มแข็ง พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน สร้างจากยอดไม่ได้ ฐานที่แข็งแรงจะรองรับทั้งหมดให้มั่นคง ในการพัฒนาประเทศไทยได้ทำประดุจสร้างพระเจดีย์จากยอด คืออะไรๆ ก็จะเอาแต่ข้างบน แต่มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่พยายามสร้างพระเจดีย์จากฐาน คือส่งเสริมความเข้มแข็งที่ฐานของประเทศ อันได้แก่ ชุมชนท้องถิ่น
บัดนี้ ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้นมาก และเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ มีผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เป็นคนดีคนเก่งหลายแสนคนแล้ว ในอนาคตจะมีหลายล้านคน คนเหล่านี้เป็นภูมิพลังหรือพลังแผ่นดินที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ของประเทศ
วิกฤตโควิดคราวนี้การที่ประเทศไทยไม่พังพาบเรียบไปทั้งชาติ ส่วนหนึ่งก็เพราะชุมชนเข้มแข็ง ถ้ามีแต่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีสังคมเข้มแข็ง เวลาเศรษฐกิจพังหมด ทั้งโลกจะพังราบหมด พลังเข้มแข็งและสันติขึ้นมาจากข้างล่างนี้ก็เป็นสิ่งดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
4.ประเทศไทยรู้โครงสร้างใหม่ที่จะทำงานให้สัมฤทธิผล จากการเรียนรู้เรื่องศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด แต่เดิมมาที่ประเทศไทยสะสมปัญหามากขึ้นๆ จนวิกฤต เพราะขาดคนและกลไกการบริหารจัดการที่จะทำให้สำเร็จ มีแต่โครงสร้างการบริหารอำนาจเต็มประเทศ เมื่ออาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการ ครม.ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ผมบอกอาจารย์บวรศักดิ์ว่ารัฐบาลไม่มีเครื่องมือบริหารเชิงยุทธศาสตร์ จาก ครม. ก็ไปสู่กระทรวงต่างๆ กระทรวงบริหารเชิงยุทธศาสตร์ไม่เป็น ได้แต่แบ่งกันคุมกรม แบบนี้ทำงานไม่ได้ผล
ยกตัวอย่างแก้ความยากจนไม่เป็น อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและจัดการการใช้อย่างเป็นธรรมไม่เป็น ทำให้วิกฤตสิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุทางถนนคนตายปีละ 20,000 คน บาดเจ็บอีกหลายแสนคน แก้ไขไม่ได้ อย่างนั้นปีแล้วปีเล่าฯลฯ เพราะประเทศขาดเครื่องมือการจัดการที่ได้ผล
ทำไมจึงจัดการโควิดได้ผล
ถ้าบริหารอำนาจแบบโครงสร้างราชการโดยทั่วไปคงจะหยุดยั้งโควิดไม่ได้ แต่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิดเป็นที่ระดมคนมาทำหน้าที่ "กลุ่มเซลล์สมอง" กลุ่มเซลล์สมองทำงานโดยรับรู้ข้อมูล ทำให้รู้สถานการณ์จริงนำข้อมูลมาแปลหาความหมาย (information) ทำ information ให้เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน (working knowledge) สื่อสารความรู้ไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง
อ่านข้อความข้างบนอย่างช้าๆ เพื่อเข้าใจหน้าที่ของสมอง
คำว่า "ความรู้" มักเข้าใจว่าหมายถึงความรู้ในตำรา นั่นคือวิชาไม่ใช่ความรู้ ความรู้ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์จริง สาเหตุ วิธีหยุดยั้ง และคลี่คลายปัญหา เอาวิชาไปใช้โดยไม่รู้ความจริงแก้ไม่ได้
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิดทำงานได้ผลเพราะจัดการการเรียนรู้ การสร้างความรู้ การใช้ความรู้ การจัดการความรู้ รวมเรียกสั้นๆ ว่า จัดการความรู้ หรือเป็นโครงสร้างทางสมอง ไม่ใช่โครงสร้างอำนาจ อำนาจใช้ไม่ได้ผลในเรื่องที่ยากและซับซ้อน
รัฐบาลได้เลียนแบบศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด โดยตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่เชิญนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร มาเป็นประธาน (คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) นายไพรินทร์เป็นคนเก่งหาตัวจับยาก
แสดงว่ารัฐบาลได้เรียนรู้แล้วว่า โครงสร้างอะไรที่ทำงานให้ได้ผล นอกเหนือไปจากโครงสร้างอำนาจ นั่นคือโครงสร้างทางสมอง เมื่อเข้าใจ ต่อไปจะเกิดโครงสร้างทางสมองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายโครงสร้างทางสมองเต็มประเทศ เมื่อนั้นประเทศไทยจะประสบความสำเร็จสูง
5.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ก่อนอื่นต้องเรียนว่า ผมมีอคติต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐประหารล้มล้างรัฐสภา ผมเชื่อในระบบรัฐสภา เคยร่วมต่อต้านรัฐประหารโดย รสช.เมื่อ พ.ศ.2534 จนมีผู้โยนหัวสุนัขเข้าบ้าน พร้อมกับเขียนว่า "คราวนี้หัวหมา คราวหน้าหัวมึง"
แต่ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อาจตั้งแต่วิกฤตโควิด เป็นรับฟังคนอื่นมากขึ้น และพูดถึงการก้าวข้ามความแตกแยก รวมตัวกันพัฒนาประเทศ ต้องฟังคนรุ่นใหม่ ไม่ใช้ความรุนแรง เหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เมื่อนายกฯซึ่งมาจากผู้นำกองทัพประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ก็จะไม่เกิดความรุนแรง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโอกาสให้ประเทศไทยปรับตัวไปสู่ยุคใหม่แห่งความปรองดองสมานฉันท์ ร่วมสร้างประชาธิปไตย
ขอเสนอวิธีการดังต่อไปนี้
1.รัฐบาลร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรจัดรัฐพิธีขอขมาประเทศไทย (Public Apology) ตามข้อเสนอข้อ 7 ในรายงาน "แนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ" ของ กมธ.ที่เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 13 สิงหาคม 2563
ประเทศที่ผ่านการต่อสู้ขัดแย้งกันมานานได้สร้างบาดแผลในจิตใจของสังคมไว้มากเกินจนติดอยู่ในอดีต เคลื่อนสู่อนาคตไม่ได้ ต้องมีวิธีล้างพิษออกจากจิตสังคม ให้ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้าได้ บุคคล องค์กร สถาบัน หรือแม้แต่ชาติใดชาติหนึ่งอาจทำผิดได้ในสถานการณ์หนึ่ง แต่ถ้าสำนึกผิดและขอโทษจะได้รับความเห็นใจ และให้อภัย ลบล้างมลพิษออกจากจิตใจได้
นาซีเยอรมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวอันเป็นอนันตริยกรรมต่อมนุษยชาติที่โลกไม่ลืม วิลลี บรันท์ นายกฯเยอรมันหลังสงคราม ผู้มิได้มีส่วนก่อกรรมนั้น แต่ในฐานะผู้นำของประเทศที่ก่อกรรมได้คุกเข่าลงขอโทษชาวโลกในความผิดของประเทศเยอรมนี โลกก็ให้อภัย เยอรมนีก็กลับเข้าร่วมกับสังคมโลกได้ และกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรปในบัดนี้
ญี่ปุ่นไม่ยอมทำแบบเดียวกับเยอรมนี ในการขอโทษที่ก่อกรรมทำเข็ญแก่ประเทศจีนและเกาหลี สองประเทศนั้นก็ยังไม่ยอมยกโทษให้ญี่ปุ่นจนกระทั่งบัดนี้
หรือกรณีเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน คริสตจักรได้ทำการไต่สวนลงโทษนักวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นความจริง คริสตจักรทำผิด เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว พระสันตะปาปาเข้าใจว่าเป็นยอห์น ปอลที่ 2 มิได้ทรงทำความผิด แต่ในฐานะประมุขของสถาบันที่ทำผิด ได้คุกเข่าลงยอมรับผิดและกล่าวคำขอโทษ ความรู้สึกของชาวโลกก็ดีขึ้น
เพราะฉะนั้นรัฐพิธีขอขมาประเทศไทยที่ผู้นำกลุ่มสถาบันต่างๆ รวมทั้งอดีตนายกฯหลายท่านที่อยู่ในเหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรงมาร่วมพิธีด้วยความจริงใจ ยอมรับผิดและขอโทษ สาธารณะจะเห็นใจและให้อภัย เป็นการล้างมลพิษทางจิตใจของสังคมไทย ทำให้สามารถก้าวข้ามความแตกแยกทุกประเภท ไปสู่การสร้างอนาคตร่วมกัน
ในพิธีนี้ ถ้านายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้บัญชาการเหล่าทัพประกาศขอขมาความผิดใดๆ ที่กองทัพเคยทำ และประกาศว่ากองทัพจะสนับสนุนประชาธิปไตย และการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยปวงชนชาวไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
เท่านั้นประเทศจะเย็นวูบทันที และเป็นทางลงที่สง่างามของ พล.อ.ประยุทธ์ และกองทัพ
(ผมขอเตือนความจำว่า กองทัพสนับสนุนประชาธิปไตยได้ ในคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยที่ผมเป็นประธาน โดยการแต่งตั้งของประธานรัฐสภา เมื่อ พ.ศ.2537 ผมได้เชิญผู้แทนกองทัพบก เรือ อากาศ เป็นกรรมการด้วย และคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองโดยเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งส่งผลเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในครั้งนั้นกองทัพสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง โดยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่)
2.จัดประชุมสมัชชาประชาธิปไตยที่ตัวแทนของทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา หรือมีก็ไม่เป็นไร ถ้าคิดถึงประเทศไทยแบบองค์รวม ที่คนโดยองค์รวม ก็มีทั้งแขนซ้ายและขวา เครื่องบินก็มีทั้งปีกซ้ายและปีกขวา ถึงจะบินได้ ไม่เป็นเหตุที่ซ้ายขวาจะต้องตีกัน ที่ตีกันก็เพราะคิดแบบแยกส่วนทั้งคู่ ไม่ได้คิดแบบทางสายกลางตามเหตุตามผลแบบพุทธ สู่ความเป็นองค์รวมประเทศไทย
สมัชชาประชาธิปไตยเป็นโอกาสที่คนไทยจากทุกภาคส่วนจะได้มีสุนทรียสนทนากันด้วยปัญญาลึกซึ้ง ว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์คืออะไร และทำอย่างไร เพื่อนำไปสู่ขั้นที่ 3 คือ การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยปวงชนชาวไทย
3.ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยปวงชนชาวไทย โดยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากตัวแทนของทุกภาคส่วนและสังคมไทยและทำการยกร่าง โดยมีอันตรกิริยา interaction กับสาธารณะอย่างกว้างขวาง ทำด้วยความรอบรู้อย่างลึกซึ้งรอบด้านให้ได้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก ที่การันตีว่าจะอุดช่องโหว่ทั้งหมดให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่อำนวยประโยชน์สุขและความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง
การเมืองแบบ one man one vote แบบสหรัฐอเมริกาหาเพียงพอไม่ เพราะเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างสุดสุด และ dysfunctional government อยู่ในขณะนี้ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต้องมีทั้ง
1.ประชาธิปไตยทางจิตสำนึก (Spiritual democracy)
2.ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy)
3.ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy)
4.ประชาธิปไตยทางการเมือง (Political democracy)
การมีแต่ประชาธิปไตยทางการเมือง เป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ หรือพิการ ที่ไม่สามารถอำนวยความถูกต้องเป็นธรรม
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคำนึงถึงการสร้างพลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ ซึ่งเป็นพลังสำคัญของประชาธิปไตย ทางจิตสำนึก ทางสังคม และทางเศรษฐกิจ พลังที่ทำให้การเมืองดี เศรษฐกิจดี และศีลธรรมดี
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรบัญญัติโครงสร้างทางปัญญา ให้การเมืองเชื่อมโยงกับปัญญาสูงสุด คือ การพัฒนานโยบายสาธารณะ
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรสถาปนาด้วยความประณีต ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง มีความสถาพรและยั่งยืน ส่งให้สังคมไทยใช้พลังงานไปในทางสร้างสรรค์ประเทศ ไม่ต้องพะวงกับการพิฆาตกันเอง
วิกฤตเป็นโอกาส
โอกาสอยู่ต่อหน้าประเทศไทยแล้ว ณ บัดนี้ ถ้าดำเนินการทั้ง 3 ประการดังกล่าว สังคมไทยจะก้าวข้ามความแตกแยกทุกประเภท ปรองดอง สมานฉันท์ สู่อนาคตอันเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามความฝัน และร่วมออกแบบโดยปวงชนชาวไทย เพื่อสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุดในโลก โดยเป็นประเทศที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีความถูกต้องเป็นธรรม และงดงาม
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- นโยบายพลังงาน–ค่าครองชีพ ช่วยเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือแค่ยาหอม 11 ม.ค. 2569
- เปิดวิสัยทัศน์ "ยศชนัน" ดันรัฐฐานวิทยาศาสตร์ ปฏิรูปโครงสร้างประเทศไทย 11 ม.ค. 2569
- อาลัย "นายแพทย์ประเวศ วะสี" ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี 11 ม.ค. 2569
- "วิสาระดี" ดันงบ68 ทะลุ 2 พันล้าน พัฒนาเชียงราย เขต 4 ครอบคลุมถนน น้ำ ประปา สาธารณสุข 11 ม.ค. 2569
- ถอดรหัสวิสัยทัศน์ "ณัฐพงษ์" ชู "12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน" ยุคเอไอ เดิมพันพรรคประชาชนกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่รัฐนวัตกรรม 11 ม.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
"มณีรัฐ" ชงรัฐบาล หนุนศิลปกรรมอาชีวะสู่ศิลปาชีพ ยกระดับ OTOP ไทยสู่เวทีโลก 20:52 น.- "ณพลเดช" ชื่นชมเด็กอาชีวะเชียงรายคว้าแชมป์โลกแกะสลักหิมะ คือพลังศิลปะไทยที่รัฐต้องต่อยอดสู่เมืองสร้างสรรค์ระดับโลก 20:49 น.
- "ภูมิใจไทย" รุก กทม.! “เอกนัฏ” พร้อมสู้สุดซอย ด้าน “ประเดิมชัย” พร้อมยืนข้างชาวชุมชนร่วมใจพิบูล 2 สานต่อบ้านมั่นคง เรียกร้อง พอช.ลดดอกเบี้ย 20:13 น.
- “พิพัฒน์” ลุยชายแดนใต้ กระแสตอบรับคึกคัก นราธิวาส–ปัตตานี มั่นใจปักธงยกจังหวัด ชวนประชาชนทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้นเศรษฐกิจ–สันติสุขอย่างยั่งยืน 20:11 น.
- 'พีระพันธุ์' การันตี! 'อรัญญา' เบอร์ 15 ตัวจริงจตุจักร-หลักสี่ ชูนโยบายปี 69 หั่นราคาน้ำมัน-แก๊ส พร้อมเพื่มเบี้ยคนพิการ 1,500 20:10 น.


