วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 03:43 น.

การเมือง

ชะตากรรมพรรคพุทธไทย  เพียงมโนธรรมสำนึก สนามการเลือกตั้ง 2569

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตามองในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความเสื่อมศรัทธาต่อการเมืองแบบเดิม การที่มีพรรคการเมืองลงสนามถึง 57 พรรค สะท้อนการแข่งขันทางอุดมการณ์อย่างเข้มข้น หนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่ชู “พุทธธรรม” เป็นแกนกลางของนโยบายหาเสียง หรือที่สื่อเรียกกันว่า “พรรคพุทธ”

อย่างไรก็ตาม งานวิเคราะห์เชิงลึกภายใต้กรอบแนวคิดของบทความ “พรรคพุทธ : ทำไมถึงเป็นพรรคเล็ก?” โดย Naga King ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่พรรคพุทธกลับยังคงมีสถานะเป็นเพียง “พรรคเล็ก” หรือพรรคเฉพาะกลุ่ม (Niche Party) ที่ไม่สามารถเติบโตเป็นพรรคมหาชนได้ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569

พรรคพุทธ 3 แบบ กับชะตาที่ต่างกัน

การจำแนกพรรคพุทธในการเลือกตั้งครั้งนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

พรรคพุทธอุดมการณ์ เช่น พรรคแผ่นดินธรรม (หมายเลข 41) ที่ผลักดันแนวคิดธรรมาธิปไตยและการปฏิรูปสังคมด้วยศีลธรรม

พรรคพุทธสืบทอด เช่น พรรคพลังธรรมใหม่ (หมายเลข 38) ที่พยายามฟื้นภาพการเมืองสีขาวจากยุคอดีต

พรรคพุทธประชานิยม เช่น พรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42) ซึ่งใช้คำว่า “ธรรม” เป็นภาพลักษณ์ แต่เนื้อแท้คือการเมืองเชิงปฏิบัติแบบดั้งเดิม

การแตกตัวของพรรคสายพุทธหลายพรรค กลับยิ่งทำให้คะแนนเสียงถูกตัดทอน แทนที่จะรวมพลังกันให้ถึงเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ของระบบเลือกตั้ง

กติกาเลือกตั้ง : กำแพงสูงของพรรคเล็ก

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ และสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบ “หาร 100” ซึ่งทำให้ต้องใช้คะแนนกว่า 350,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน ส่งผลให้พรรคที่มีฐานเสียงหลักหมื่นหรือหลักแสนต้น ๆ แทบไม่มีโอกาสเข้าสภา

ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทางการเมืองยิ่งซ้ำเติมพรรคพุทธ ข้อมูลเงินบริจาคพรรคการเมืองสะท้อนช่องว่างมหาศาลระหว่างพรรคใหญ่ที่มีทุนหลายสิบล้านบาท กับพรรคเล็กที่มียอดบริจาคเพียงหลักพันหรือหลักหมื่นบาทต่อเดือน ทำให้การสื่อสารกับประชาชนแทบไม่เกิดขึ้น

โลกิยะปะทะโลกุตระ : ปมขัดแย้งเชิงความคิด

หัวใจของปัญหาพรรคพุทธ คือความไม่ลงรอยระหว่าง “โลกิยะ” ของการเมืองที่ต้องจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ กับ “โลกุตระ” ของพุทธศาสนาที่เน้นการปล่อยวาง การเมืองไทยจึงมองการนำธรรมะเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความระแวง ทั้งจากฝ่ายเสรีนิยมที่เห็นว่าล้าหลัง และฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เกรงว่าจะทำให้ศาสนามัวหมอง

ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ชัดว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง นโยบายเชิงศีลธรรมที่เป็นนามธรรมของพรรคพุทธ จึงกลายเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

บทเรียนจากศรีลังกา : พรรคพุทธไทยที่ “ไม่มีพระ”

การเปรียบเทียบกับประเทศศรีลังกา ซึ่งเปิดทางให้พระสงฆ์ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญไทยตัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์กว่า 300,000 รูป ทำให้พรรคพุทธไทยกลายเป็น “พรรคพุทธที่ไม่มีพระ” ขาดทั้งแกนนำและเครือข่ายศรัทธาที่ทรงพลัง

ขณะเดียวกัน กรณีศรีลังกายังสะท้อนด้านมืดของพุทธการเมือง ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐไทยเลือก “จำกัดบทบาท” พรรคพุทธไว้ในระดับพรรคเล็ก

บทสรุป : พรรคพุทธกับกับดักสามชั้น

งานวิเคราะห์สรุปว่า พรรคพุทธไทยติดอยู่ใน “กับดักสามชั้น” ได้แก่  กับดักโครงสร้าง จากกติกาเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ  กับดักวัฒนธรรม จากการแยกโลกิยะ-โลกุตระในความคิดสังคม
กับดักยุทธศาสตร์ จากนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์ปากท้อง

ในการเลือกตั้ง 2569 มีแนวโน้มสูงที่พรรคพุทธแท้จะไม่ได้รับที่นั่ง หรือได้เพียงชายขอบของสภา ขณะที่พุทธธรรมจะถูกพรรคใหญ่หยิบไปใช้เป็นส่วนผสมของนโยบายแบบจับต้องได้มากกว่า

ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญคือ “ศรัทธาอาจขับเคลื่อนจิตใจผู้คนได้ แต่ไม่อาจขับเคลื่อนคะแนนเสียง หากไม่ผสานกับกลไกการเมืองและนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง” พรรคพุทธจึงอาจยังคงทำหน้าที่เป็น “มโนธรรมสำนึก” ของการเมืองไทย มากกว่าจะเป็นผู้กุมอำนาจรัฐในอนาคตอันใกล้
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง