วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 22:20 น.

การเมือง

ไทยสร้างไทยผนึกหอการค้าไทย ชูวาระ “Zero Corruption” ปลดล็อกกฎหมายล้าสมัย แก้หนี้ SME ดึงภาคประชาชน–เอกชนร่วมปราบโกง  

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 พรรคไทยสร้างไทย นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี) พร้อมด้วย ดร.โภคิน พลกุล (ประธานยุทธศาสตร์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี) นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ และนายวัชรพงศ์ อัศวรุ่งสวัสดิ์ (รองหัวหน้าพรรค) ได้เข้าประชุมหารือร่วมกับคณะผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ (ประธานกรรมการ) พร้อมคณะรองประธานกรรมการ ได้แก่ นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ และนายอธิป พีชานนท์

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย เสนอแนวคิดพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยผ่านการจัดตั้งกองทุนสร้างไทย ก้าวแรกจะทำเป็น SME Sandbox วงเงิน 300,000 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรดอกเบี้ย 3% เพื่อระดมเงินฝากจากธนาคารมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรงผ่านองค์กรภาคเอกชน เช่น หอการค้าไทย เพื่อตัดวงจรอุปสรรคจากระบบธนาคารและแบงก์ชาติที่ทำให้คนตัวเล็กเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อพักการใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินกว่า 1,000 ฉบับ ภายใน 1 ปี ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคเกษตรสู่การเป็น “Food Bank ของโลก” โดยชูโมเดลการเกษตรแม่นยำและการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดต้นทุนพลังงานสะอาดให้กับ SMEs ทั่วประเทศ

ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน คุณหญิงสุดารัตน์ หนุนจุดยืน “Zero Corruption” โดยพรรคได้เตรียมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมโดยไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ไว้แล้ว ซึ่งจะมุ่งเน้นการคืนสิทธิและโอกาสในการสร้างรายได้ให้ประชาชน เพื่อขจัดระบบอุปถัมภ์ที่กัดเซาะเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน  พร้อมกับเน้นการสร้างกลไกตรวจสอบโดยภาคประชาชน (ป.ป.ช. ภาคประชาชน) ให้อำนาจภาคเอกชนและประชาชนสามารถฟ้องร้องเอาผิดนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตได้โดยตรง รวมถึงสนับสนุนการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ 50,000 รายชื่อ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.โภคิน พลกุล นำเสนอแนวคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยโดยเน้นการ “ปลดปล่อย” (Liberate) ประชาชนจากกฎหมายและระเบียบราชการที่ล้าหลัง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินและเอื้อต่อการคอร์รัปชัน โดยเสนอให้ “แขวนกฎหมาย” ที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากินชั่วคราว เพื่อให้ SMEs กว่า 2.8 ล้านรายสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันทีและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) ที่ใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอน ลดต้นทุนแฝง และขจัดระบบอุปถัมภ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณจากคอร์รัปชันได้กว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี

ในระยะยาว ดร.โภคินย้ำถึงการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางภูมิภาคในโลกยุคใหม่ เป้าหมายคือการสร้าง พื้นที่ปลอดภัยที่ประชาชนมีความมั่นคงตั้งแต่เกิดจนแก่ โดยมีกฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างพลังทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน แทนที่การใช้จ่ายในรูปแบบประชานิยมที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง

ซึ่งเห็นตรงกับสภาหอการค้าไทย โดย ดร.พจน์ได้ประกาศบทบาทเชิงรุกในการผลักดันการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย “ปลดล็อกศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับวาระ “Zero Corruption” หรือการไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งเป็นความร่วมมือภาคีเครือข่ายใหญ่เพื่อขจัดการซื้อเสียงและการคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูประบบราชการและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อช่วยเหลือ SME พร้อมย้ำให้ปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมจากการแจกเงินเป็นการสร้างงาน และสร้างกลไกความร่วมมือรัฐ–เอกชนที่เข้มแข็ง เพื่อขจัดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นบนรากฐานของความโปร่งใสและหลักนิติธรรมอย่างยั่งยืน  
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง