วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 03:24 น.

การเมือง

ตัวเลขไม่โกหก! "ดร.มหานิยม" อภิปราย 277 ครั้งในสภา สะท้อน "คนทำงาน กล้าพูด ทำเป็น" ตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 กำลังกลายเป็นสนามทดสอบสำคัญของการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการจัดตั้งรัฐบาล หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีการแข่งขันเข้มข้นระหว่างพรรคการเมืองใหญ่กับนักการเมืองที่มีฐานเสียงเฉพาะตัว

ในสมรภูมินี้ ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา อดีต ส.ส. สกลนครหลายสมัย และผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ ถูกยกให้เป็น “ตัวแปรสำคัญ” ของการเลือกตั้ง ด้วยบทบาทที่โดดเด่นทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในระดับพื้นที่ จนถูกนักวิชาการมองว่าเป็น “ตัวแบบ” ของนักการเมืองท้องถิ่นที่เชื่อมโยงศาสนา ปากท้อง และสิทธิมนุษยชนเข้าไว้ด้วยกัน

จาก “ดร.มหานิยม” สู่การเมืองภาคพลเมือง

ดร.นิยม หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ดร.มหานิยม” มีรากฐานทางการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างทางธรรมและทางโลก ตั้งแต่เปรียญธรรม นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ไปจนถึงพุทธจิตวิทยา สิ่งนี้หล่อหลอมให้การทำงานทางการเมืองของเขาแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป โดยยึดแนวคิดที่นักวิชาการเรียกว่า “พุทธประชาธิปไตย” มองพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรถูกละเมิดโดยอำนาจรัฐ

บทบาทดังกล่าวปรากฏชัดในช่วงวิกฤต “คดีเงินทอนวัด” และการใช้อำนาจรัฐจัดการกิจการสงฆ์ในอดีต ซึ่ง ดร.นิยม เป็นหนึ่งใน ส.ส. ไม่กี่คนที่ลุกขึ้นอภิปรายอย่างต่อเนื่อง ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม และชี้ให้เห็นการละเมิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนทำให้ประเด็นสิทธิของพระสงฆ์กลายเป็นวาระสาธารณะระดับชาติ

ตัวเลขไม่โกหก : 277 ครั้งในสภา

ข้อมูลจากบันทึกการประชุมรัฐสภาระบุว่า ดร.นิยม มีสถิติการอภิปราย กระทู้ถาม และการหารือในสภามากกว่า 277 ครั้ง ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส. โดยทั่วไปหลายเท่าตัว เนื้อหาการทำหน้าที่ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ปัญหาศาสนา สิทธิชุมชน และการนำปัญหาท้องถิ่น เช่น ที่ดินรอบหนองหาร ถนน น้ำ และไฟฟ้า เข้าสู่การพิจารณาในระดับชาติ

นักวิชาการประเมินว่า รูปแบบการทำงานดังกล่าวสะท้อน “การเมืองเชิงปฏิบัติ” ที่ใช้กลไกรัฐสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพ มากกว่าการพึ่งพากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

หนองหาร : สมรภูมิที่ดินและศรัทธา

อีกบทบาทที่สร้างฐานคะแนนนิยมอย่างมั่นคง คือ การแก้ปัญหาที่ดินทำกินรอบหนองหาร ซึ่งมีประชาชนกว่า 10,000 ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานะที่ดินทับซ้อนกับที่สาธารณะและป่าไม้ ดร.นิยม ใช้เวลากว่าทศวรรษผลักดันการพิสูจน์สิทธิ์ในสภาและคณะกรรมาธิการ จนนำไปสู่การผ่อนปรนเชิงนโยบาย และการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ รวมถึงวัดสำคัญในจังหวัดสกลนคร

ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างรัฐกับชุมชน และเป็นนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ย้ายพรรค แต่ไม่ย้ายศรัทธา

การตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการเมืองของ ดร.นิยม นักวิเคราะห์ชี้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสังกัด แต่สะท้อนปัญหาประชาธิปไตยภายในพรรคการเมืองใหญ่ และการเมืองยุคใหม่ที่ “ตัวบุคคล” อาจมีน้ำหนักมากกว่าตราพรรคในระดับพื้นที่

พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ถูกมองว่าเติมเต็มยุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะนโยบายที่ดิน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสอดรับกับปัญหาในสกลนครอย่างตรงจุด

ศึกชี้ชะตา : ผลงานปะทะกระแสพรรค

การเลือกตั้งเขต 2 สกลนคร ถูกประเมินว่าเป็น “ศึกช้างชนช้าง” ระหว่างฐานศรัทธาส่วนบุคคลของ ดร.นิยม กับแบรนด์พรรคการเมืองใหญ่ นักวิชาการมองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ว่าผลงานในสภาและความเชื่อมั่นของประชาชน จะสามารถเอาชนะกระแสพรรคได้หรือไม่

หาก ดร.นิยม คว้าชัยชนะได้สำเร็จ จะไม่เพียงเป็นชัยชนะของพรรคโอกาสใหม่ แต่จะเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเมืองไทยว่า “การเมืองภาคพลเมือง” และนักการเมืองที่ทำงานจริง ยังมีพื้นที่ยืนในระบอบประชาธิปไตย และยืนยันว่าในสนามการเมืองไทยปี 2569 “โอกาสใหม่” ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง