วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 01:37 น.

การเมือง

 ปมสะพัดทุจริตสอบบาลี!  ส่องมุมมองดร.นิยม เวชกามา หนุนปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ไทย

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

เขย่าฐานอำนาจผ้าเหลือง เปิดวิกฤต “ทุจริตสอบบาลี” ดร.นิยม เวชกามา เสนอรื้อระบบศักดินาสงฆ์ คืนความชอบธรรมทางปัญญา

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาครั้งสำคัญในสถาบันคณะสงฆ์ หลังปรากฏหลักฐานการทุจริตสอบบาลีสนามหลวงอย่างเป็นระบบในช่วงปี 2567–2568 ซึ่งไม่เพียงสะท้อนปัญหาศีลธรรมรายบุคคล หากแต่ชี้ให้เห็น “การทุจริตเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม อันเป็นกลไกหลักในการจัดสรรอำนาจ ยศศักดิ์ และทรัพยากรของคณะสงฆ์ไทย

รายงานการวิจัยเชิงวิพากษ์เรื่อง “วิเคราะห์พลวัตเชิงโครงสร้างและมุมมองของ ดร.นิยม เวชกามา ต่อการปฏิรูประบบการศึกษาภาษาบาลี” ระบุว่า ภาษาบาลีในบริบทพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย มิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางศาสนา แต่ถูกสถาปนาเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่กำหนดสถานะทางสังคมและเส้นทางอำนาจของพระสงฆ์มายาวนานกว่า 100 ปี

บาลี = อำนาจ : เมื่อการสอบกลายเป็นการจัดสรรผลประโยชน์

ระบบการสอบบาลีสนามหลวงทำหน้าที่เสมือน “บันไดชนชั้น” เปลี่ยนพระจากชนบทให้ก้าวสู่ชนชั้นนำสงฆ์ โดยเฉพาะผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ.9) ซึ่งเปิดประตูสู่สมณศักดิ์ เงินนิตยภัตในระดับสูง ตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และบทบาทในมหาเถรสมาคม

แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและอำนาจดังกล่าว ทำให้การสอบบาลีไม่ได้เป็นเพียงการวัดปัญญาธรรม แต่กลายเป็นสนามแข่งขันเพื่อ “ตั๋วทอง” แห่งอำนาจ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมโกงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจ้างสอบแทน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์สื่อสารไฮเทคและเครือข่ายช่วยเหลือภายในสำนักเรียนใหญ่

เปิดโปง “อาชญากรรมทางปัญญา” ใต้จีวร

กรณีอื้อฉาวที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าคณะตำบลว่าจ้างพระภิกษุเข้าสอบแทน หรือการตรวจพบอุปกรณ์รับสัญญาณจิ๋วในห้องสอบระดับเปรียญธรรมชั้นสูง สะท้อนภาวะที่นักวิชาการเรียกว่า “Normalization of Corruption” หรือการทำให้การทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์

รายงานชี้ว่า ความรู้ทางธรรมถูกแปรสภาพเป็นสินค้า (Commodification of Knowledge) สำนักเรียนกวดวิชากลายเป็นธุรกิจ ตลาดมืดการโกงเติบโต ขณะที่ความศรัทธาของสังคมต่อ “พระมหาเปรียญ” เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง

ดร.นิยม เวชกามา: ตัวแปรการเมืองในวิกฤตศาสนา

ท่ามกลางความเสื่อมศรัทธานี้ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ ปรากฏบทบาทเด่นในฐานะนักการเมืองที่กล้าวิพากษ์โครงสร้างอำนาจสงฆ์โดยตรง ด้วยพื้นฐานดุษฎีบัณฑิตพุทธจิตวิทยา และประสบการณ์ต่อสู้ประเด็นสิทธิพระสงฆ์มายาวนาน

รายงานระบุว่า ดร.นิยม อยู่ในสถานะพิเศษที่เป็นทั้ง “คนใน” วงการศาสนา และ “คนนอก” ระบบอำนาจสงฆ์แบบดั้งเดิม การย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ เปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ในการเสนอแนวคิดปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งรื้อ “รัฐซ้อนรัฐ” ในคณะสงฆ์ และลดอำนาจศักดินาทางศาสนา

นโยบายโลกีย์ กับการรื้อโครงสร้างอุปถัมภ์สงฆ์

แม้นโยบายพรรคโอกาสใหม่จะดูเป็นนโยบายเศรษฐกิจและสวัสดิการ แต่รายงานวิเคราะห์ว่า เมื่อนำมาปรับใช้กับบริบทคณะสงฆ์ กลับมีศักยภาพสูงในการลดแรงจูงใจทุจริต ไม่ว่าจะเป็น

การจัดสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับพระสงฆ์

การสนับสนุนงบการศึกษาผ่านระบบดิจิทัลโดยตรง

การทำให้วัดพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

การแก้ปัญหาที่ดินวัดให้มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน

ทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม” ให้พระสงฆ์ โดยเฉพาะพระผู้น้อย ลดแรงกดดันที่บีบให้ต้องไล่ล่ายศศักดิ์ผ่านการสอบที่บิดเบี้ยว

ข้อเสนอรื้อระบบสอบบาลีทั้งโครงสร้าง

รายงานเสนอการปฏิรูป 4 มิติ ได้แก่

กระจายอำนาจการสอบ ตั้งคณะกรรมการอิสระร่วมหลายภาคส่วน
ปรับรูปแบบข้อสอบ ลดท่องจำ เพิ่มการคิดวิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีป้องกันการโกง
สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แยกผลประโยชน์ออกจากสมณศักดิ์
ยกระดับกฎหมาย ให้การโกงสอบสงฆ์มีความผิดทางอาญาอย่างชัดเจน

วิกฤตศาสนา = กระจกสะท้อนสังคมไทย

นักวิจัยชี้ว่า ปัญหาทุจริตสอบบาลีไม่ต่างจากปัญหาโครงสร้างอำนาจนิยมในสังคมไทย เมื่อการศึกษาเน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ และอำนาจรวมศูนย์ไร้การตรวจสอบ การโกงจึงกลายเป็นทางลัดที่ถูกทำให้ชอบธรรม

ทางแยกสำคัญของพุทธศาสนาไทย

รายงานสรุปว่า วิกฤตครั้งนี้คือสัญญาณเตือนระดับ “โค้ดแดง” หากไม่ปฏิรูป ระบบการศึกษาบาลีจะสูญเสียความชอบธรรมทางปัญญา และนำไปสู่การเสื่อมศรัทธาของมหาชนในระยะยาว

บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา และพรรคโอกาสใหม่ จึงถูกจับตาในฐานะความพยายามเชื่อม “ประชาธิปไตย สวัสดิการ และนิติธรรม” เข้ากับการปฏิรูปศาสนา ซึ่งอาจเป็นหนทางเดียวในการรักษาแก่นแท้ของพุทธธรรม ท่ามกลางโลกวัตถุนิยมและโครงสร้างอำนาจที่กำลังผุกร่อนจากภายใน

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง