วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 06:50 น.

การเมือง

ชำแหละ “โพลเลือกตั้ง 2569” เตือนสังคมไทยอย่าหลงตัวเลข ชี้ระเบียบวิธีคือหัวใจความจริง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

รายงานวิจัยเชิงวิพากษ์เรื่อง “ปรากฏการณ์วิทยาแห่งมติมหาชน: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อระเบียบวิธีวิจัยและพฤติกรรมของสำนักโพลไทยในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569” ถูกเผยแพร่ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เข้มข้น ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตั้งคำถามสำคัญต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือของ “โพลการเมือง” ในฐานะเครื่องมือชี้นำสังคม มากกว่าจะเป็นเพียงการสะท้อนความเห็นของประชาชน

รายงานฉบับนี้ยึดกรอบวิเคราะห์จากข้อสังเกตของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงระเบียบวิธีวิจัยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ระยะเวลางดเผยแพร่ผลโพลตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขผลสำรวจมิได้เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง หากแต่เป็น “ผลผลิตของวิธีการ” ที่เต็มไปด้วยอคติ ข้อจำกัด และการออกแบบที่แตกต่างกันของแต่ละสำนัก

โพลไม่ใช่ตัวเลขลอยตัว แต่คืออาวุธทางการเมือง

รายงานชี้ว่า ในบริบทการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและการยุบสภาปลายปี 2568 “ข้อมูล” ได้กลายเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจ และ “โพลการเมือง” ถูกยกระดับเป็นเครื่องมือกำหนดวาระสังคม (Agenda Setting) ที่สามารถชี้นำพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผ่านปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา เช่น Bandwagon Effect และ Underdog Effect

นายสมชัยเน้นย้ำว่า ความน่าเชื่อถือของโพลไม่ได้อยู่ที่ใครนำหรือใครตาม แต่อยู่ที่ ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ตั้งแต่การสุ่มตัวอย่าง วิธีเก็บข้อมูล ไปจนถึงการถ่วงน้ำหนักประชากร ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ทางการเมืองในตัวเอง

แยก 4 สำนักโพลหลัก ชี้จุดแข็ง–จุดบอด

รายงานจำแนกสำนักโพลไทยออกเป็น 4 รูปแบบหลักตามระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่

สวนดุสิตโพล – ใช้โมเดลผสมผสาน ลงพื้นที่จริงร้อยละ 80 และออนไลน์ร้อยละ 20 เพื่อเก็บเสียงจากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ แม้ให้ภาพการแข่งขันที่สมดุล แต่ยังมีความเสี่ยงจากอคติของผู้ตอบออนไลน์ที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงกว่าค่าเฉลี่ย

นิด้าโพล – ยึดการสำรวจทางโทรศัพท์ผ่านฐานข้อมูล Master Sample ขนาดใหญ่ มีความเป็นระบบสูง แต่เผชิญปัญหา Coverage Bias จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ไม่รับสายเบอร์แปลก ส่งผลให้เคยประเมินพรรคการเมืองแนวใหม่ต่ำกว่าความเป็นจริงในการเลือกตั้งปี 2566

สถาบันพระปกเกล้า – ใช้เครือข่ายภาคพลเมืองลงพื้นที่สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า สร้างความไว้วางใจในชุมชนและเข้าถึง “พลังเงียบ” ได้ดี แต่มีความเสี่ยงจากอคติของผู้เก็บข้อมูลและภาพลักษณ์ความเป็นหน่วยงานรัฐ

เนชั่นโพล – ใช้การสำรวจแบบสำมะโนประชากร ลงพื้นที่ตามทะเบียนบ้านด้วยตัวอย่างขนาดใหญ่ถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน ให้ความแม่นยำระดับรายเขต แต่ถูกตั้งคำถามด้านต้นทุน ความโปร่งใส และการควบคุมคุณภาพภาคสนาม

วิกฤตโพลออนไลน์ เมื่อบอทครองเมือง

หนึ่งในประเด็นที่รายงานวิจารณ์รุนแรงที่สุดคือ โพลออนไลน์ของสื่อมวลชน ซึ่งถูกชี้ว่าแทบไม่มีคุณค่าทางวิชาการ เนื่องจากตกอยู่ภายใต้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และการปั่นคะแนนด้วยบอทอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลจากการตรวจสอบทางเทคนิคในหลายสื่อพบว่า ผู้ตอบที่เป็นมนุษย์จริงมีเพียงราว 20–25% ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นระบบอัตโนมัติที่ถูกระดมเพื่อสร้างภาพลวงตาแห่งชัยชนะ ทำลายขวัญคู่แข่ง และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อเอง

นายสมชัยจึงสรุปว่า โพลออนไลน์ควรถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมสร้าง Engagement ไม่ควรถูกนำมาอ้างอิงทางการเมืองหรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย

กฎหมายงดเผยแพร่โพล: ดาบสองคม

รายงานยังตั้งข้อสังเกตต่อกฎหมายห้ามเผยแพร่ผลโพลในช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้งว่า แม้มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องเสรีภาพการตัดสินใจของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้าง “สุญญากาศข้อมูล” ที่เปิดทางให้ข่าวลือ โพลปลอม และโพลหลุดแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองและกลุ่มทุนยังสามารถใช้โพลลับในการวางกลยุทธ์ได้อย่างไม่เท่าเทียม

ข้อเสนอ: สร้างวัฒนธรรมรู้เท่าทันโพล

ในบทสรุป รายงานเสนอให้สังคมไทยก้าวข้ามการเสพโพลแบบดูตัวเลขแพ้–ชนะ ไปสู่การมี Poll Literacy หรือความฉลาดรู้ด้านโพล โดยต้องตั้งคำถามต่อระเบียบวิธี แหล่งทุน และความโปร่งใสของข้อมูล พร้อมเสนอให้หน่วยงานวิชาชีพและสื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการเผยแพร่ผลสำรวจ

รายงานย้ำว่า โพลการเมืองควรทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” ที่สะท้อนความจริงของสังคม ไม่ใช่ “กระจกวิเศษ” ที่ถูกใช้เพื่อหลอกลวงและชี้นำประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง