วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 05:50 น.

การเมือง

เข้าคูหาเลือกตั้ง 2569 ผ่านพุทธธรรม ชี้ “ธรรมาธิปไตย” คือเข็มทิศฝ่าวิกฤตการเมืองซ้อนทับ

วันพุธ ที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.56 น.

ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งถูกจับตาในฐานะ “จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย

งานวิจัยเชิงสังเคราะห์ฉบับล่าสุดได้เสนอกรอบวิเคราะห์การเมืองร่วมสมัยผ่านหลักธรรมในพระไตรปิฎก โดยชี้ว่าพุทธธรรมสามารถทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางจริยธรรม” เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตการณ์ซ้อนทับ (Polycrisis) ทั้งด้านโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมของผู้นำ วิกฤตศรัทธาต่อสถาบันการเมืองและศาสนา ตลอดจนความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

รายงานระบุว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิได้เป็นเพียงกระบวนการตามครรลองประชาธิปไตย แต่เกิดขึ้นภายใต้บริบทความผันผวนสูง หลังการยุบสภาในปลายปี 2568 และการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองอย่างกะทันหัน ส่งผลให้การแข่งขันทางการเมืองขยายจากเชิงนโยบายไปสู่การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมใหม่กับกลุ่มเสรีนิยมก้าวหน้า ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยแทรกซ้อนจากทุนสีเทา อาชญากรรมข้ามชาติ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการปลุกกระแสชาตินิยมจากประเด็นชายแดน

งานวิจัยชี้ว่า ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่การใช้ “บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ” ซึ่งรวมถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สะท้อนว่าปัญหาการเมืองไทยมิได้จำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและกติกา ท่ามกลางภาวะวิกฤตความไว้วางใจและข่าวปลอม การหวนกลับมาพิจารณาพุทธธรรมจึงมีนัยสำคัญในฐานะรากฐานทางปัญญาและวัฒนธรรมของสังคมไทย

ในเชิงทฤษฎี รายงานได้นำ “อัคคัญญสูตร” มาอธิบายที่มาของอำนาจรัฐ โดยยืนยันหลักการว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ผู้ปกครองเป็นเพียงผู้ที่มหาชนสมมติเลือกขึ้น หากละเลยหน้าที่หรือขาดความชอบธรรมย่อมถูกเพิกถอนความไว้วางใจ ขณะเดียวกัน แนวคิด “ธรรมาธิปไตย” ถูกเสนอเป็นอุดมคติสูงสุดของการเมืองไทย คือการผสานเสียงข้างมากเข้ากับความถูกต้องและจริยธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักประชานิยมและการใช้อารมณ์นำการเมือง

ด้านจริยธรรมผู้นำ งานวิจัยเสนอให้ใช้ “ทศพิธราชธรรม” เป็นเกณฑ์ประเมินแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นทานกับปริจจาคะในบริบทนโยบายแจกเงิน อาชชวะกับปัญหาทุนสีเทา และมัททวะ–อวิโรธนะในการบริหารความขัดแย้ง รายงานเตือนว่า นโยบายที่ดูเหมือนการให้ หากขาดความยั่งยืนและเจตนาบริสุทธิ์ อาจเป็นเพียงการซื้อความนิยมระยะสั้น ซึ่งบ่อนทำลายวินัยการคลังและศรัทธาทางการเมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บทบาทของประชาชนถูกยกขึ้นเป็นหัวใจสำคัญ ผ่านหลัก “กาลามสูตร” และ “สัปปุริสธรรม 7” เพื่อสร้างพลเมืองตื่นรู้ในยุคสงครามข่าวสาร งานวิจัยเสนอให้ใช้กาลามสูตรเป็นวัคซีนต้านข่าวปลอมและ IO ทางการเมือง พร้อมยกระดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากผู้รับอุปถัมภ์ เป็นพลเมืองที่ใช้เหตุผล ปัญญา และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ในมิติการปฏิรูปโครงสร้าง รายงานนำ “อปริหานิยธรรม 7” มาเป็นกรอบวิเคราะห์การทำงานของรัฐสภาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นความสามัคคี การเคารพกติกา และการยึดประโยชน์มหาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ประเด็นความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ถูกเสนอให้คลี่คลายด้วย “พุทธสันติวิธี” และสาราณียธรรม แทนการปลุกเร้าชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและความเกลียดชัง

นอกจากนี้ รายงานยังหยิบยกประเด็นการปฏิรูปศาสนจักรและความโปร่งใสของทรัพย์สินวัด โดยชี้ว่าสอดคล้องกับพระวินัยและหลักธรรมาธิปไตย พร้อมเสนอให้รัฐและคณะสงฆ์หาทางสายกลาง ระหว่างการคุ้มครองศาสนาและการป้องกันการนำศาสนาไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง

บทสรุประบุว่า การเลือกตั้งปี 2569 อาจเป็นมากกว่าการกาบัตร หากสังคมไทยสามารถประยุกต์ใช้พุทธธรรมเป็นฐานจริยธรรมทางการเมือง ผู้นำครองธรรม พลเมืองตื่นรู้ โครงสร้างเป็นธรรม และใช้สันติวิธีแก้ความขัดแย้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจกลายเป็น “การปฏิบัติธรรมทางการเมือง” ครั้งสำคัญ เพื่อพาประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้ง สู่ประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว.
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง