การเมือง
เลขาธิการ TSPCA เฝ้าติดตามความคืบหน้ากรณี "สีดอหูพับ" ล้ม
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีกลุ่มคนรักช้าง รวมตัวบุกกรมอุทยานฯ เพื่อเรียกร้องทวงความยุติธรรมให้ช้างป่า "สีดอหูพับ" จี้ให้อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลาออก เพื่อรับผิดชอบปมช้างป่าล้มขณะเคลื่อนย้าย หลังกรมอุทยานฯ แถลงเสียใจกรณี "สีดอหูพับ" ล้ม ระหว่างเคลื่อนย้าย โดยระบุเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นจริง แม้ทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลได้วางแผนอย่างรอบคอบและดูแลอย่างใกล้ชิดแล้วก็ตาม ซึ่งมีการใช้ยาซึมซ้ำเนื่องจากช้างยังคงเคลื่อนไหวนั้น
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถาม ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เกี่ยวกับประเด็น ดังกล่าว โดยได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า เรื่องดังกล่าวบางส่วนได้ตอบคำถามไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถ้าเป็นประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ กับการชี้แจงก่อนหน้าว่าเป็นเพราะการล้มของช้างป่า "สีดอหูพับ" เป็น “เหตุสุดวิสัยและอุบัติเหตุ” ตามที่มีการชี้แจงก่อนหน้า รวมถึงประเด็นการทารุณกรรมช้างป่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 นั้น
ส่วนตัวมองว่า กรณีที่มีการอ้างเรื่องเหตุสุดวิสัยและอุบัติเหตุ ก็ต้องไปดูข้อเท็จจริงว่า “เหตุสุดวิสัย” ต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น”
เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10285/2557 ตัดสินว่าเหตุที่จะถือได้ว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” นั้น ต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช่ความผิดของบุคคลผู้นั้นและต้องเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว
ดังนั้น กรณีการจับช้างป่า "สีดอหูพับ" ครั้งนี้ ต้องพิจารณาถึงเจตนาและสัดส่วนของการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ร่วมปฏิบัติการและผู้ร่วมเกี่ยวข้องว่า “ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือยัง” และผลคือความตายของช้างป่า เป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม
สำหรับการอ้างว่า กรณีช้างป่า "สีดอหูพับ" ล้มเพราะ “อุบัติเหตุ” นั้น ต้องพิจารณาว่าการล้มของช้างป่าเชือกนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังและไม่ตั้งใจในเวลาและสถานที่แห่งการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าและการล้มเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า แต่มีสาเหตุและส่งผลกระทบที่สามารถชี้วัดได้หรือไม่
ส่วนประเด็นการทารุณกรรมช้างป่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 นั้น เนื่องจากช้างตัวดังกล่าวยังอยู่ในสถานะเป็นช้างป่า ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ครอบคลุมเฉพาะสัตว์เลี้ยงและสัตว์ที่อาศัยตามธรรมชาติ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งในขณะนี้มีประกาศกำหนดเพียง 5 ชนิด ซึ่งไม่รวมช้างป่า
แต่ถ้ามีการพิสูจนสาเหตุที่แท้จริงของการที่ช้างป่า "สีดอหูพับ" ตาย เนื่องจากการกระทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน เช่น เหตุที่ต้องสำลักอาหารเนื่องจากฤทธิ์ยา หรือเพราะการขนส่งเคลื่อนย้ายและการจับช้างที่ผิดวิธี ตามหลักสวัสดิภาพและจรรยาบรรณวิชาชีพสัตวแพทย์ และเป็นการกระทำนั้นเกี่ยวเนื่องอาจทำให้ช้างป่า ได้รับความทุกข์ทรมานและเป็นเหตุแห่งความตายในครั้งนี้ ก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 381 ประมวลกฎหมายอาญา โดยกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ "กระทำการทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น" ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินและเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายคุ้มครองสัตว์.
ส่วนถ้ามีการพิสูจน์ ได้ว่าการเสียชีวิตของช้างป่า "สีดอหูพับ" เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ หรือไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพสัตวแพทย์ สังคมอาจตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539. ก็ย่อมเป็นไปได้
ดังนั้นการกระทำต่อช้างป่า "สีดอหูพับ" จึงต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเจตนาของการกระทำที่โปร่งใส รวมถึงเหตุผลความจำเป็นในการการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าที่ผู้ปฎิบัติต้องคำนึงและได้ใช้ความระมัดระวัง ความเชี่ยวชาญ ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์และจรรยาบรรณตามหลักวิชาชีพสัตวแพทย์ ว่าได้ใช้เพียงพอแก่เหตุหรือตามสัดส่วนหรือยัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะประชาชนผู้มีเมตตาต่อสัตว์จำนวนมากต้องเฝ้ารอติดตามผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ต่อไป
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- จ้าง “คนเฝ้าป่า” ทางรอดวิกฤต PM2.5 นักวิชาการชี้คุ้มค่ากว่า “ดับไฟปลายเหตุ” หลายเท่า 4 เม.ย. 2569
- “นิกร” สุดปลื้ม ได้เป็นส.ส. หลัง “ซาบีดา” ลาออก 4 เม.ย. 2569
- จับตา ! ครม.นัดแรกรัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค 4 เม.ย. 2569
- “อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ รับแรงกดดันวิกฤตพลังงาน 4 เม.ย. 2569
- "ศิริภา" จี้ถามน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร รัฐหยุดเบี่ยงประเด็น-เผยโฉม "ไอ้โม่ง" อุ้มกลุ่มทุน 4 เม.ย. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
กกต.เชิญชวนเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 5 เมษายน 2569 19:16 น.- สิงคโปร์ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” เป็นประเทศแรกของโลก หลังระงับยาวนานกว่า 28 ปี คาดสร้างมูลค่าเพิ่มปี 69 ทะลุ 150 ล้านบาท 18:04 น.
- ปลัด มท. เผยการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือด้วยปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง พรุ่งนี้จะเพิ่มอากาศยานอีก 2 ลำ รวม 7 ลำ 18:02 น.
- “อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ รับแรงกดดันวิกฤตพลังงาน 16:31 น.
- จับตา ! ครม.นัดแรกรัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค 15:47 น.



