วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 05:02 น.

การเมือง

"ทวี สอดส่อง" ชี้ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย ติงค่าไฟแพง-หนุนประชาชนทวงคืนอำนาจ ต้องโปร่งใสยั่งยืน 

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.12 น.

เมื่อวันที่  23 กุมภาพันธ์  2569  พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

หลายพรรคการเมืองหาเสียง “ลดค่าไฟ” เป็นบทพิสูจน์นโยบายทางการเมืองต้องเกิดขึ้นจริง 

‘ค่าไฟแพง’ ทุกครั้งที่บิลค่าไฟฟ้าส่งมาถึงหน้าบ้านหรือโรงงานของท่าน ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงรู้สึกหนักใจและมีคำถามตัวโตๆ ว่า "ทำไมค่าไฟเมืองไทยถึงแพงแสนแพง?" 

ในฐานะที่ทำงานการเมืองโดยยึดหลัก "ความยุติธรรม" เป็นที่ตั้ง ผมและทีมงานพรรคประชาชาติได้นำข้อมูลโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศมาวิเคราะห์อย่างละเอียด และพบความจริงที่น่าตกใจ ว่า.. 

ปัญหาค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือแค่กลไกตลาดโลกเพียงอย่างเดียว 

แต่เกิดจาก "โครงสร้างที่บิดเบี้ยว" และนโยบายที่อาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม มากกว่าจะปกป้องกระเป๋าสตางค์ของประชาชน

ผมขออนุญาตนำ ‘ข้อมูลจริง’ มาตีแผ่ให้พี่น้องเห็นถึง 'ต้นตอ' ของปัญหานี้ 

(1.) "ไฟฟ้าล้นระบบ" แต่ประชาชนต้องจ่าย "ค่าความพร้อมจ่าย" (AP) ให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง 

พี่น้องทราบไหมครับว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบสูงถึง 49,604 เมกะวัตต์ แต่เรามีการใช้ไฟสูงสุด (Peak) เพียง 34,131 เมกะวัตต์ หมายความว่า เรามีไฟฟ้าสำรองล้นเกินความต้องการจริงถึง 45% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีสำรองไว้เพียง 15-30% เท่านั้น

สิ่งที่เจ็บปวดก็คือ ฝ่ายรัฐทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนในลักษณะที่เรียกว่า "ค่าความพร้อมจ่าย" (Availability Payment: AP) หรือสัญญาแบบ Must Take ที่บังคับว่ารัฐต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าเอกชน ไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะเดินเครื่องผลิตไฟให้เราหรือไม่ก็ตาม

ปัจจุบัน ต้นทุนส่วนนี้สูงถึงประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย และตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ ในปี 2566 ปีเดียว เราสูญเสียเงินให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลย เฉลี่ยราว 49,294 ล้านบาท ! 

นี่คือเงินเปล่าประโยชน์ที่ถูกผลักมาเป็นภาระในบิลค่าไฟของเราทุกคน

(2.) พึ่งพาการนำเข้า LNG ราคาแพง และก๊าซฟอสซิลมากเกินไป 

โครงสร้างการผลิตไฟของไทยพึ่งพาก๊าซฟอสซิลสูงถึง 71.9% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่สัดส่วนสูงถึง 58% 

ในอดีตเราใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่มีราคาถูก แต่ปัจจุบันเมื่อก๊าซในอ่าวไทยผลิตได้น้อยลง รัฐจึงต้องนำเข้า "ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)" จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงและผันผวนตามสถานการณ์โลก

ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของเรากระโดดจากเฉลี่ย 2.14 บาท/หน่วย (ในปี 2558) มาเป็น 3.27 บาท/หน่วย (ในปี 2566) หรือเพิ่มขึ้นถึง 52.80% ปริมาณการนำเข้า LNG ของเราพุ่งทะยานจาก 98 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2554 กลายเป็น 1,455 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2566 ยิ่งนำเข้าของแพง ค่าไฟก็ยิ่งแพงตามครับ

(3.) ปิดกั้น "โซลาร์ภาคประชาชน" แต่อุ้มชูเอกชนรายใหญ่ 

ขณะที่ #แสงแดด เป็นของฟรีและยุติธรรมสำหรับทุกคน แต่รัฐกลับมีอุปสรรคมากมายกั้นไม่ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ 

ปัจจุบันเราจ่ายค่าไฟหน่วยละ 4.18 บาท แต่ถ้าเราติดโซลาร์เซลล์แล้วขายไฟเหลือใช้คืนให้รัฐ รัฐรับซื้อเพียง 2.20 บาท/หน่วย เท่านั้น และไม่ยอมให้มีระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) แถมยังห้ามไม่ให้ประชาชนซื้อขายไฟกันเอง

ในทางกลับกัน ภาคเอกชนกลับได้รับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าระดับ 3,000 กว่าเมกะวัตต์ ได้ราคารับซื้อสูงถึง 2.16-2.83 บาท/หน่วย แถมยังได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนที่สุด
 
ข้อเสนอแนะและทางออก : ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย

เราไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนแบกรับความไม่ยุติธรรมนี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างดังนี้ครับ 

(1.) ต้องทบทวนและแก้ไขสัญญา "ค่าความพร้อมจ่าย" (AP) และ Must Take : รัฐต้องมีมาตรการเจรจาหรือหาแนวทางลดภาระจากกำลังการผลิตที่ล้นเกิน 45% ไม่ควรให้ประชาชนต้องจ่ายเงินฟรีๆ ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง 

(2.) ปลดล็อก "โซลาร์ภาคประชาชน" อย่างแท้จริง : ต้องผลักดันให้เกิดระบบ Net Metering หักลบหน่วยไฟฟ้าแบบแฟร์ๆ และปรับราคารับซื้อไฟคืนจากประชาชนให้เป็นธรรม มีมาตรการทางภาษีและสินเชื่อจูงใจให้ทุกบ้านติดโซลาร์เซลล์ได้ 

(3.) จัดหาเชื้อเพลิงอย่างโปร่งใสและกระจายความเสี่ยง : ต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดหาเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้าที่ราคาผันผวน และเร่งผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 52% 

(4.) ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงาน : ปัจจุบัน 'กฟผ.' อยู่กระทรวงพลังงาน แต่ 'กฟน.' และ 'กฟภ.' อยู่กระทรวงมหาดไทย ควรโอนย้ายทั้ง 3 หน่วยงานมาอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน เพื่อให้การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน 

(5.) รักษาสัดส่วนความมั่นคงของรัฐตามรัฐธรรมนูญ : ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 56 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (1/2566) ระบุชัดว่า รัฐต้องผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% เพื่อความมั่นคง เราต้องกลับมายึดหลักการนี้เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในกำมือของกลุ่มทุนพลังงานมากเกินไป
 
จากการไล่เรียงข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า โครงสร้างค่าไฟที่จ่ายแต่ละเดือนกว่า 40% เป็นค่าเชื้อเพลิง ซึ่งพึ่งพาก๊าซเป็นหลัก 

อีกก้อนที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือ ค่าความพร้อมจ่าย หรือ AP ซึ่งสูงกว่า 10% ที่คนไทยจะต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะจ่ายไฟเข้าระบบหรือไม่ก็ตาม แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลกลับเลือกลดค่าไฟโดยใช้มาตรการแทรกแซงทางการเงินและให้ กฟผ. แบกภาระหนี้ต่อไปเพื่อตรึงราคาค่าไฟ ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การสำรองไฟฟ้าที่ล้นเกินและการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

 ค่าไฟแพง เป็นผลจากการจัดการและการวางนโยบายที่ผิดพลาด ถ้าดำเนินการตามแนวทางที่ถูกที่ควร พรรคประชาชาติประเมินว่า ค่าไฟสามารถลดลงมาจาก 4 บาทต่อหน่วย เหลือไม่เกิน 3.50 บาทต่อหน่วย 

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันส่งเสียง ทวงคืนอำนาจทางพลังงานให้กลับมาเป็นของประชาชน สร้างโครงสร้างพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต !

หน้าแรก » การเมือง