วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 13:39 น.

การเมือง

 “เปรมศักดิ์” จี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งส่งคดีเลือกตั้ง 8 ก.พ.ให้ศาล รธน. ซัดนิ่งผิดปกติ  

วันศุกร์ ที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีหลายภาคส่วนร้องเรียนให้ตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้มีคำร้องรวมทั้งสิ้น 29 สำนวน ที่ถูกยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า กระบวนการตามขั้นตอน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงประกอบการพิจารณา ก่อนที่จะส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ให้สาธารณชนได้รับทราบ

“กกต.ได้ขอขยายเวลาชี้แจงมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดกำหนดภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ แต่ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 6 มีนาคมแล้ว กกต.ก็ยังไม่ได้ส่งคำชี้แจงให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมจึงตั้งคำถามว่าทำไมผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่ออกมาชี้แจงต่อสังคมว่าเรื่องนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์ที่มีคำร้องจำนวนมากและเป็นประเด็นที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจ ผู้ตรวจการแผ่นดินควรมีความกระตือรือร้นในการดำเนินการและสื่อสารกับสาธารณชน แต่กลับปรากฏว่าเรื่องดังกล่าวยังเงียบงัน ไม่มีความคืบหน้า

“เมื่อ กกต.ไม่ส่งคำชี้แจง ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ควรพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน เพื่อรักษาสิทธิของผู้ร้องเรียน แต่กลับยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมเรื่องจึงยังไม่เดินหน้า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งคำถามไปถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า เหตุใดจึงไม่ติดตามหรือทวงถามความคืบหน้าจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญที่ประชาชนจำนวนมากต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้สามารถตรวจสอบและถอดถอนองค์กรอิสระได้ หากองค์กรเหล่านั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองความยุติธรรมของประชาชน หากองค์กรอิสระไม่ทำหน้าที่ให้ประชาชนเห็นว่ามีความยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ประชาชนก็ย่อมตั้งคำถาม และต้องการกลไกถ่วงดุลมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถถอดถอนองค์กรอิสระได้

ทั้งนี้ จากผลการลงประชามติของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า มีผู้เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 19,940,447 เสียง ขณะที่ไม่เห็นชอบ 10,531,647 เสียง และไม่แสดงความคิดเห็น 2,886,351 เสียง จากผู้มาใช้สิทธิประมาณ 34 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 60% ที่เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่มีเพียงประมาณ 32% เท่านั้นที่ไม่เห็นชอบ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อเสียงข้างมากของประชาชนแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ควรเดินหน้าแก้ไข เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อไม่ให้ความไม่พอใจของประชาชนบานปลายจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองบนท้องถนนในอนาคต

“องค์กรอิสระต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน หากประชาชนรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาได้ ก็ย่อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างกติกาใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง