วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 13:40 น.

การเมือง

เตือนโลกอย่าหลง “สันติภาพแบบไร้เดียงสา” ท่ามกลางวิกฤตโลกซ้อนวิกฤต ปี 2026

วันศุกร์ ที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.24 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนรุนแรง นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มตั้งคำถามต่อแนวคิด “สันติภาพนิยมแบบไร้เดียงสา” (Naive Pacifism) โดยชี้ว่า ความเชื่อในสันติภาพที่ปราศจากกลไกป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์ อาจกลายเป็นความผิดพลาดที่มีต้นทุนสูงที่สุดของระบบโลกในยุค “วิกฤตซ้อนวิกฤต” หรือ Polycrisis

การก้าวเข้าสู่ปี 2026 ได้เผยให้เห็นสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ความระส่ำเชิงระบบ” (Systemic Turbulence) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่วิกฤตหลายมิติทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบซ้อนทับกันอย่างรุนแรง จนบั่นทอนเสถียรภาพของระเบียบโลกในระดับโครงสร้าง

โลกเข้าสู่ยุควิกฤตซ้อนวิกฤต

งานวิจัยด้านความเสี่ยงเชิงระบบระบุว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างระดับโลกหลายประการ ตั้งแต่วิกฤตภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงาน ความไม่มั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์ใช้แบบจำลอง “Stress–Trigger–Crisis” เพื่ออธิบายว่าแรงกดดันที่สะสมอยู่ในระบบโลกสามารถกระตุ้นให้เกิดวิกฤตแบบลูกโซ่ได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคหนึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตราคาอาหาร การขาดแคลนพลังงาน หรือภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก

ในสภาวะที่เปราะบางเช่นนี้ การพึ่งพาความหวังว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือการใช้เพียงกลไกทางการทูตและสถาบันระหว่างประเทศที่อ่อนแอ จึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง

ทฤษฎีสัจนิยม: โลกการเมืองคือการแข่งขันแห่งอำนาจ

นักวิชาการจำนวนมากหันกลับไปอธิบายสถานการณ์โลกผ่านกรอบคิดของ “สัจนิยมทางการเมือง” (Political Realism) ซึ่งมองว่าการเมืองระหว่างประเทศเป็นการแข่งขันแสวงหาอำนาจของรัฐภายใต้ระบบที่ไร้ศูนย์กลางอำนาจสูงสุด

แนวคิดดังกล่าวมีรากฐานตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ โดยนักประวัติศาสตร์อย่าง Thucydides ที่วิเคราะห์สงครามเพโลพอนนีเซียนว่าเกิดจากการดิ้นรนเพื่ออำนาจของรัฐ ต่อมาได้รับการพัฒนาโดยนักคิดอย่าง Niccolò Machiavelli และ Thomas Hobbes ซึ่งเสนอว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณในการแสวงหาผลประโยชน์และความอยู่รอด

ในศตวรรษที่ 20 แนวคิดนี้ถูกจัดระบบใหม่โดย Hans J. Morgenthau ที่เสนอว่าการเมืองระหว่างประเทศถูกกำหนดโดย “ผลประโยชน์ของรัฐในรูปของอำนาจ” มากกว่าศีลธรรมส่วนบุคคล

ต่อมาแนวคิดสัจนิยมเชิงโครงสร้างของ Kenneth Waltz และสัจนิยมเชิงรุกของ John Mearsheimer ได้ชี้ว่า รัฐต่างๆ ต้องเพิ่มอำนาจของตนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถรู้เจตนาที่แท้จริงของรัฐอื่นได้

บทเรียนราคาแพงจากประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ความมั่นคงโลกสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนของ “นโยบายเอาใจ” (Appeasement) อย่างชัดเจน ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำอังกฤษ Neville Chamberlain พยายามประนีประนอมกับนาซีเยอรมนี แต่กลับถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้นำเผด็จการอย่าง Adolf Hitler ขยายอำนาจ

คำเตือนของ Winston Churchill ในเวลานั้นยังถูกอ้างถึงบ่อยครั้งว่า “ผู้ที่เลือกความอัปยศเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม สุดท้ายก็จะได้ทั้งความอัปยศและสงคราม”

นักวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์ชี้ว่า บทเรียนลักษณะเดียวกันปรากฏอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในกรณีความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซีย ภายใต้การนำของ Vladimir Putin

เหตุการณ์ตั้งแต่สงครามเชเชน การรุกรานจอร์เจีย การผนวกไครเมีย ไปจนถึงสงครามยูเครน ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของ “ความล้มเหลวในการป้องปราม” (Deterrence Failure) ซึ่งเกิดจากการตอบสนองที่ลังเลและไม่เด็ดขาดของชาติตะวันตก

ช่องโหว่แห่งการป้องปรามในยุคอาวุธนิวเคลียร์

นักยุทธศาสตร์จำนวนหนึ่งชี้ว่าโลกกำลังเผชิญ “ช่องโหว่แห่งการป้องปราม” หรือ Deterrence Gap ซึ่งเกิดจากการประเมินบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์ต่ำเกินไป

รัฐมหาอำนาจบางประเทศสามารถใช้การข่มขู่ทางนิวเคลียร์เพื่อจำกัดการตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม และควบคุมระดับความรุนแรงของความขัดแย้งได้ ซึ่งทำให้สมดุลแห่งอำนาจในระบบโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลาง รวมถึงการถอนทหารจากอัฟกานิสถานของสหรัฐฯ ก็ถูกตีความโดยคู่แข่งมหาอำนาจว่าเป็นสัญญาณของการถดถอยทางยุทธศาสตร์

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับประเทศอำนาจปานกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิเคราะห์มองว่าภูมิภาคกำลังเผชิญ “มรสุมสมบูรณ์แบบ” ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2026

การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศในภูมิภาคต้องปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่

ประเทศไทยเองถูกมองว่าจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคง และการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

บทสรุป: สันติภาพต้องมาพร้อมพลังการป้องปราม

นักวิชาการจำนวนมากเห็นตรงกันว่า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากอุดมคติหรือความหวังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมดุลแห่งอำนาจและการป้องปรามที่น่าเชื่อถือ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน การสร้างยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงทางการเมืองอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพของระบบโลก

และบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ก็คือ ความเชื่อในสันติภาพโดยปราศจากความเข้าใจต่อธรรมชาติของอำนาจ อาจกลายเป็นความผิดพลาดที่มีต้นทุนแพงที่สุดของมนุษยชาติ
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง