การเมือง
เตือนโลกอย่าหลง “สันติภาพแบบไร้เดียงสา” ท่ามกลางวิกฤตโลกซ้อนวิกฤต ปี 2026
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนรุนแรง นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มตั้งคำถามต่อแนวคิด “สันติภาพนิยมแบบไร้เดียงสา” (Naive Pacifism) โดยชี้ว่า ความเชื่อในสันติภาพที่ปราศจากกลไกป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์ อาจกลายเป็นความผิดพลาดที่มีต้นทุนสูงที่สุดของระบบโลกในยุค “วิกฤตซ้อนวิกฤต” หรือ Polycrisis
การก้าวเข้าสู่ปี 2026 ได้เผยให้เห็นสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ความระส่ำเชิงระบบ” (Systemic Turbulence) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่วิกฤตหลายมิติทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบซ้อนทับกันอย่างรุนแรง จนบั่นทอนเสถียรภาพของระเบียบโลกในระดับโครงสร้าง

โลกเข้าสู่ยุควิกฤตซ้อนวิกฤต
งานวิจัยด้านความเสี่ยงเชิงระบบระบุว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างระดับโลกหลายประการ ตั้งแต่วิกฤตภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงาน ความไม่มั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์ใช้แบบจำลอง “Stress–Trigger–Crisis” เพื่ออธิบายว่าแรงกดดันที่สะสมอยู่ในระบบโลกสามารถกระตุ้นให้เกิดวิกฤตแบบลูกโซ่ได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคหนึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตราคาอาหาร การขาดแคลนพลังงาน หรือภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
ในสภาวะที่เปราะบางเช่นนี้ การพึ่งพาความหวังว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือการใช้เพียงกลไกทางการทูตและสถาบันระหว่างประเทศที่อ่อนแอ จึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
ทฤษฎีสัจนิยม: โลกการเมืองคือการแข่งขันแห่งอำนาจ
นักวิชาการจำนวนมากหันกลับไปอธิบายสถานการณ์โลกผ่านกรอบคิดของ “สัจนิยมทางการเมือง” (Political Realism) ซึ่งมองว่าการเมืองระหว่างประเทศเป็นการแข่งขันแสวงหาอำนาจของรัฐภายใต้ระบบที่ไร้ศูนย์กลางอำนาจสูงสุด
แนวคิดดังกล่าวมีรากฐานตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ โดยนักประวัติศาสตร์อย่าง Thucydides ที่วิเคราะห์สงครามเพโลพอนนีเซียนว่าเกิดจากการดิ้นรนเพื่ออำนาจของรัฐ ต่อมาได้รับการพัฒนาโดยนักคิดอย่าง Niccolò Machiavelli และ Thomas Hobbes ซึ่งเสนอว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณในการแสวงหาผลประโยชน์และความอยู่รอด
ในศตวรรษที่ 20 แนวคิดนี้ถูกจัดระบบใหม่โดย Hans J. Morgenthau ที่เสนอว่าการเมืองระหว่างประเทศถูกกำหนดโดย “ผลประโยชน์ของรัฐในรูปของอำนาจ” มากกว่าศีลธรรมส่วนบุคคล
ต่อมาแนวคิดสัจนิยมเชิงโครงสร้างของ Kenneth Waltz และสัจนิยมเชิงรุกของ John Mearsheimer ได้ชี้ว่า รัฐต่างๆ ต้องเพิ่มอำนาจของตนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถรู้เจตนาที่แท้จริงของรัฐอื่นได้
บทเรียนราคาแพงจากประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ความมั่นคงโลกสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนของ “นโยบายเอาใจ” (Appeasement) อย่างชัดเจน ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำอังกฤษ Neville Chamberlain พยายามประนีประนอมกับนาซีเยอรมนี แต่กลับถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้นำเผด็จการอย่าง Adolf Hitler ขยายอำนาจ
คำเตือนของ Winston Churchill ในเวลานั้นยังถูกอ้างถึงบ่อยครั้งว่า “ผู้ที่เลือกความอัปยศเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม สุดท้ายก็จะได้ทั้งความอัปยศและสงคราม”
นักวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์ชี้ว่า บทเรียนลักษณะเดียวกันปรากฏอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในกรณีความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซีย ภายใต้การนำของ Vladimir Putin
เหตุการณ์ตั้งแต่สงครามเชเชน การรุกรานจอร์เจีย การผนวกไครเมีย ไปจนถึงสงครามยูเครน ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของ “ความล้มเหลวในการป้องปราม” (Deterrence Failure) ซึ่งเกิดจากการตอบสนองที่ลังเลและไม่เด็ดขาดของชาติตะวันตก
ช่องโหว่แห่งการป้องปรามในยุคอาวุธนิวเคลียร์
นักยุทธศาสตร์จำนวนหนึ่งชี้ว่าโลกกำลังเผชิญ “ช่องโหว่แห่งการป้องปราม” หรือ Deterrence Gap ซึ่งเกิดจากการประเมินบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์ต่ำเกินไป
รัฐมหาอำนาจบางประเทศสามารถใช้การข่มขู่ทางนิวเคลียร์เพื่อจำกัดการตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม และควบคุมระดับความรุนแรงของความขัดแย้งได้ ซึ่งทำให้สมดุลแห่งอำนาจในระบบโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลาง รวมถึงการถอนทหารจากอัฟกานิสถานของสหรัฐฯ ก็ถูกตีความโดยคู่แข่งมหาอำนาจว่าเป็นสัญญาณของการถดถอยทางยุทธศาสตร์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับประเทศอำนาจปานกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิเคราะห์มองว่าภูมิภาคกำลังเผชิญ “มรสุมสมบูรณ์แบบ” ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2026
การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศในภูมิภาคต้องปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่
ประเทศไทยเองถูกมองว่าจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคง และการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
บทสรุป: สันติภาพต้องมาพร้อมพลังการป้องปราม
นักวิชาการจำนวนมากเห็นตรงกันว่า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากอุดมคติหรือความหวังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมดุลแห่งอำนาจและการป้องปรามที่น่าเชื่อถือ
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน การสร้างยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงทางการเมืองอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพของระบบโลก
และบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ก็คือ ความเชื่อในสันติภาพโดยปราศจากความเข้าใจต่อธรรมชาติของอำนาจ อาจกลายเป็นความผิดพลาดที่มีต้นทุนแพงที่สุดของมนุษยชาติ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา ร่วมร้องเพลงชาติ–สรรเสริญพระบารมีก่อนประชุมทุกครั้ง สะท้อนความจงรักภักดีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย 5 มี.ค. 2569
- ยุทธศาสตร์ใหม่ไทใหญ่! SSPP ถอนกำลัง เปิดทาง RCSS ดูแลพื้นที่ ลดศึกภายใน–รับมือภูมิรัฐศาสตร์รัฐฉาน 5 มี.ค. 2569
- “ลุงป้อม” เดินสายทำบุญสิงห์บุรี แวะกินร้านดังท้องถิ่น พร้อมมอบถุงยังชีพให้กำลังใจตำรวจและอพปร.ในพื้นที่ท่าช้าง 5 มี.ค. 2569
- มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก 5 มี.ค. 2569
- ชงแนวคิด “พุทธปัญญาประดิษฐ์–จตุสโกฏิ” ทางออกสร้างสันติภาพโลกยุค AI 5 มี.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
แผ่นดินไหว 3.1 ต.ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย 20:17 น.- "ตรีนุช"ห่วงแรงงานไทยในอิสราเอล สั่งทูตแรงงานติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เปิดทุกช่องทางติดต่อหากต้องการความช่วยเหลือ 19:28 น.
- เปิดพิมพ์เขียว “เขียนข่าวออนไลน์ยุค AI” ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร ผสานเทคโนโลยีกับจริยธรรมสื่อ 15:10 น.
- ‘ภูมิธรรม’ ชี้การเมืองไม่ใช่เรื่องวัย ย้ำ ‘พรรคเพื่อไทย’ พร้อมเดินหน้าแก้กฎหมายเศรษฐกิจปากท้อง 13:51 น.
- กกต.ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. ใหม่ 6 หน่วยเลือกตั้ง ประจวบคีรีขันธ์-เพชรบูรณ์-กำแพงเพชร 20:08 น.



