การเมือง
ศาลรัฐธรรมนูญเปิดเวทีพบสื่อที่กระบี่ เสนอ 5 ยุทธศาสตร์พัฒนาการสื่อสารศาลสู่สาธารณะ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เวที “ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน 2569” ที่จังหวัดกระบี่ นอกจากการแลกเปลี่ยนบทบาทศาลและสื่อแล้ว ยังมีการนำเสนอข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ 5 ด้าน เพื่อพัฒนาการสื่อสารของศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การปฏิรูประบบประชาสัมพันธ์ การจัดการข่าวบิดเบือน ไปจนถึงการขยายการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจัดโครงการ “ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2569” ณ โรงแรมดิวาน่า พลาซ่าอ่างนาง ตำบลหนองทะเล จังหวัดกระบี่ เนื่องในวาระครบรอบ 28 ปีของการสถาปนาองค์กร โดยมี นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะตุลาการ ผู้บริหารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ภายในงานมี สุวิทย์ สุริยวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งถือเป็นการรื้อฟื้นการจัดโครงการพบสื่อมวลชนในพื้นที่ต่างจังหวัด หลังจากจัดเฉพาะในกรุงเทพมหานครต่อเนื่องมานานกว่าสิบปี
ย้ำบทบาทศาลรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย และวินิจฉัยข้อพิพาททางการเมืองที่สำคัญของประเทศ
อย่างไรก็ตาม อำนาจตุลาการแตกต่างจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ เนื่องจากศาลไม่มีเครื่องมือบังคับใช้คำวินิจฉัยโดยกำลังหรือทรัพยากรของตนเอง ความศักดิ์สิทธิ์ของคำวินิจฉัยจึงขึ้นอยู่กับ “ความไว้วางใจของสาธารณชน” และ “ความชอบธรรมทางสถาบัน” เป็นสำคัญ
การสื่อสารสาธารณะจึงถือเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
เวทีเสวนาศาล–สื่อ สร้างความเข้าใจต่อประชาชน
ภายในโครงการมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “บทบาทศาลรัฐธรรมนูญกับสื่อในการสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน” โดยมีวิทยากรจากวงการสื่อมวลชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่
สมฤดี ยี่ทอง บรรณาธิการข่าวการเมืองสถานีโทรทัศน์ไทย
อมรเดช สุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมืองสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์
สรัญญา บุญสม สื่อมวลชนอาวุโสและที่ปรึกษาชมรมสื่อมวลชนจังหวัดกระบี่
การเสวนามุ่งเน้นการถ่ายทอดข้อมูลทางรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ชัดเจน และรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลทางกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งมักมีความซับซ้อนทางเทคนิค
ศาลไทยใช้โมเดลศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะทาง
ประธานศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่า โครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ โดยประเทศไทยใช้รูปแบบศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะทางตามแนวคิดของ Hans Kelsen นักนิติศาสตร์ชาวออสเตรีย ซึ่งออกแบบให้มีองค์กรเฉพาะทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยตรง
โมเดลดังกล่าวได้รับการใช้ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรีย เยอรมนี และอิตาลี และถูกนำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา
ตลอดระยะเวลา 28 ปี ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้พัฒนาบทบาทผ่านรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ได้แก่ ปี 2540 ปี 2550 และปี 2560 พร้อมปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบททางการเมืองและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
สื่อมวลชนกับบทบาทกำหนดกรอบการรับรู้ของสังคม
การประชุมครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในฐานะกลไกสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลทางกฎหมายสู่ประชาชน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรงกับกระบวนการพิจารณาคดีของศาล
สื่อจึงมีบทบาทในการ “กำหนดกรอบการรับรู้” ของสังคม หากรายงานข่าวด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน จะช่วยสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งทางการเมือง แต่หากข้อมูลคลาดเคลื่อนก็อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคมได้
มุ่งสื่อสารเชิงรุกตามมาตรฐานสากล
ศาลรัฐธรรมนูญไทยยังมีบทบาทในเครือข่ายศาลรัฐธรรมนูญระดับโลก โดยเป็นสมาชิกของการประชุมศาลรัฐธรรมนูญโลก (WCCJ) และมีบทบาทสำคัญในสมาคมศาลรัฐธรรมนูญเอเชีย (AACC)
แนวโน้มของศาลสูงทั่วโลกในปัจจุบันคือการพัฒนากลไกการสื่อสารเชิงรุก เช่น การจัดทำข้อมูลข่าวสารที่เข้าใจง่าย การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางกฎหมายได้มากขึ้น
มุ่งสร้างความไว้วางใจของสังคม
การจัดโครงการพบสื่อมวลชนในครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อถ่ายทอดสาระทางกฎหมายสู่สาธารณชนอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ผู้จัดงานเห็นตรงกันว่า ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับสื่อมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งนิติธรรม และช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจต่อบทบาทของศาลมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและการยอมรับต่อสถาบันตุลาการในระยะยาว
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาการสื่อสารอย่างยั่งยืนของศาลรัฐธรรมนูญไทย
จากบทวิเคราะห์เชิงทฤษฎี บริบทของสังคมไทย และแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศระดับสากล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ "ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2569" ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง รายงานวิจัยฉบับนี้มีข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรสื่อมวลชน ดังต่อไปนี้:1. การปฏิรูประบบสารสนเทศและการสื่อสารทางศาล (Institutional Communication Reform)
ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณายกระดับสำนักงานประชาสัมพันธ์ ให้มีโครงสร้างเทียบเท่าสำนักสารสนเทศสาธารณะ (Public Information Office) ของเกาหลีใต้ โดยบูรณาการการทำงานระหว่างนิติกรผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ และนักสื่อสารมวลชนอาชีพ (Judicial PR Professionals) ดังเช่นต้นแบบของประเทศเยอรมนี เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยสลายภาษาทางกฎหมายที่ซับซ้อน (Linguistic Simplification) และร่างเอกสารสรุปข่าวสำหรับสื่อมวลชน (Press Summary) ที่มีความแม่นยำทางนิติศาสตร์ ทว่าใช้ภาษาที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้โดยทันที (Plain Language) การใช้ความพยายามในการจัดทำเนื้อหาให้ชัดเจน จะช่วยอุดช่องโหว่ไม่ให้นักวิชาการภายนอกนำคำวินิจฉัยไปตีความจนเกิดความคลาดเคลื่อน (Misleading) สู่สาธารณะ2. การบริหารจัดการภาวะวิกฤตทางข้อมูลข่าวสาร (Crisis Communication Management)
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีทีมงานที่สามารถรับมือและแก้ไข "ข้อมูลที่บิดเบือนทางกฎหมาย" (Bad Information) ได้อย่างทันท่วงที ทว่าการตอบสนองของศาลควรยึดหลัก "การตอบโต้แบบสงวนท่าทีและมีสติ" (Restrained Response) กล่าวคือ เป็นการชี้แจงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง (Fact-based) อธิบายที่มาที่ไป หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด หรือลดตัวลงไปโต้เถียงในประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง แต่พุ่งเป้าไปที่การให้การศึกษาและให้ความมั่นใจแก่สังคมว่าศาลยังคงยึดมั่นในความซื่อสัตย์และยุติธรรม 3. การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและกลไกกำกับดูแล (Legal and Regulatory Enhancements)
เพื่อลดภาวะความหวาดระแวงและการเซ็นเซอร์ตัวเอง (Self-censorship) ของสื่อมวลชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาทบทวนกลไกเกี่ยวกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยอาจศึกษาแนวทางแยกแยะความผิดฐานวิจารณ์ศาลโดยสุจริต ออกจากการดูหมิ่นและขัดขวางการพิจารณาคดีอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญอาจริเริ่มการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสถาบันศาล สภาวิชาชีพสื่อมวลชน และนักวิชาการ (Bench/Media Committees) เพื่อร่างคู่มือบรรทัดฐานการรายงานข่าวทางรัฐธรรมนูญ (Guidelines for Constitutional Reporting) ซึ่งจะช่วยให้สื่อมวลชนมีกรอบในการกำกับดูแลตนเอง (Self-regulation) และรายงานข่าวด้วยความรับผิดชอบอย่างแท้จริง 4. การให้การศึกษาเชิงกฎหมายสาธารณะผ่านสื่อมวลชน (Public Legal Education: PLE)
ศาลควรต่อยอดโครงการ "พบสื่อมวลชนสัญจร" จากการจัดกิจกรรมระดับจังหวัด ให้กลายเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Training) แก่บรรณาธิการและนักข่าวสายการเมือง เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้สื่อมวลชนมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ งานวิจัยด้านการให้การศึกษาเชิงกฎหมายสาธารณะ (PLE) ในต่างประเทศยืนยันว่า การที่ประชาชนมีความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรม จะช่วยลดความขัดแย้ง ลดการใช้ความรุนแรง และเพิ่มความตระหนักรู้ในสิทธิหน้าที่ของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อการประหยัดทรัพยากรและเวลาในการพิจารณาคดีของศาลอย่างมหาศาล 5. การขยายพื้นที่การสื่อสารสู่สังคมดิจิทัลเชิงรุก (Proactive Digital Outreach)
ศาลควรศึกษาและประยุกต์ใช้ยุทธศาสตร์แบบสถาบันยุติธรรมไต้หวันและเยอรมนี ในการขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่ (เช่น วิดีโอสั้น หรืออินโฟกราฟิก) เพื่อนำเสนอกระบวนการทำงานทั่วไปที่ไม่กระทบต่อรูปคดี การเปิดเผยข้อมูลเชิงกระบวนการ (Procedural transparency) จะช่วยลบภาพจำของความห่างเหินและลี้ลับของสถาบันตุลาการ เปลี่ยนผ่านไปสู่งค์กรที่โปร่งใส เข้าถึงได้ และมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะเสริมสร้างการสนับสนุนแบบกระจาย (Diffuse Support) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ใช้สื่อดิจิทัลเป็นหลัก
ทั้งนี้ ตลอดการเดินทางกว่า 28 ปี ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีวิวัฒนาการและเปลี่ยนผ่านท่ามกลางวงล้อประวัติศาสตร์การเมืองที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การยึดมั่นในหลักนิติรัฐและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางวินิจฉัยข้อพิพาทระดับชาติ เป็นภารกิจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการจับตามองและผลกระทบต่อความรู้สึกของสาธารณชน การริเริ่มโครงการ “ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2569” ณ จังหวัดกระบี่ ซึ่งริเริ่มโดยศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ จึงมิใช่เพียงงานสังสรรค์หรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิงรับ ทว่าเป็นการประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ตระหนักถึงความจริงที่ว่า อำนาจตุลาการในระบอบประชาธิปไตยจะมีความศักดิ์สิทธิ์และยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความไว้วางใจและการยอมรับอย่างสมัครใจจากภาคประชาชน จากการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและกรณีศึกษาระดับโลก สรุปได้อย่างชัดเจนว่า การสื่อสารสาธารณะของศาลไม่ใช่ออปชันเสริม แต่เป็น "กลไกความอยู่รอดทางสถาบัน" (Institutional Survival Mechanism) ศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการสื่อสาร พัฒนากลไกการย่อยสลายภาษากฎหมายให้เป็นภาษาของพลเมือง และใช้สื่อสารมวลชนเป็นสะพานเชื่อมร้อยความเข้าใจที่ถูกต้องสู่สังคม ในขณะเดียวกัน สื่อมวลชนเองก็ต้องทำหน้าที่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจรรยาบรรณ หลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของการแบ่งขั้วทางการเมือง หรือผลิตซ้ำความขัดแย้งด้วยการตีความกฎหมายที่คลาดเคลื่อน ความสัมพันธ์เชิงบวกและการประสานงานอย่างมีวิสัยทัศน์ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับสื่อมวลชน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดทอนความคลางแคลงใจและป้องกันความรุนแรงทางสังคม แต่ยังจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่หล่อหลอมบรรยากาศแห่งนิติธรรม (Rule of Law) ให้หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณของสาธารณชน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภูมิต้านทานทางสติปัญญาให้สังคมไทย ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถดำรงสถานะของการเป็นเสาหลักที่เที่ยงธรรม มั่นคง และเป็นที่ประจักษ์ยอมรับของประชาคมโลกได้อย่างสมเกียรติสืบไป
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- จ้าง “คนเฝ้าป่า” ทางรอดวิกฤต PM2.5 นักวิชาการชี้คุ้มค่ากว่า “ดับไฟปลายเหตุ” หลายเท่า 4 เม.ย. 2569
- “นิกร” สุดปลื้ม ได้เป็นส.ส. หลัง “ซาบีดา” ลาออก 4 เม.ย. 2569
- จับตา ! ครม.นัดแรกรัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค 4 เม.ย. 2569
- “อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ รับแรงกดดันวิกฤตพลังงาน 4 เม.ย. 2569
- "ศิริภา" จี้ถามน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร รัฐหยุดเบี่ยงประเด็น-เผยโฉม "ไอ้โม่ง" อุ้มกลุ่มทุน 4 เม.ย. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
กกต.เชิญชวนเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 5 เมษายน 2569 19:16 น.- สิงคโปร์ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” เป็นประเทศแรกของโลก หลังระงับยาวนานกว่า 28 ปี คาดสร้างมูลค่าเพิ่มปี 69 ทะลุ 150 ล้านบาท 18:04 น.
- ปลัด มท. เผยการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือด้วยปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง พรุ่งนี้จะเพิ่มอากาศยานอีก 2 ลำ รวม 7 ลำ 18:02 น.
- “อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ รับแรงกดดันวิกฤตพลังงาน 16:31 น.
- จับตา ! ครม.นัดแรกรัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค 15:47 น.



