วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 02:48 น.

การเมือง

รัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ชูศาสนาเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ ดัน Soft Power–เศรษฐกิจ–สันติภาพ 

วันจันทร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.18 น.

ถอดรหัสร่างนโยบายรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ชูบทบาทศาสนาเป็นกลไกเศรษฐกิจ สังคม และการทูต เปลี่ยนผ่านจากรัฐอุปถัมภ์สู่รัฐหุ้นส่วน ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาล “อนุทิน 2” อย่างเป็นทางการ ภายหลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จำนวน 35 คนถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ท่ามกลางความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายนนี้

ร่างนโยบายรัฐบาลความยาว 21 หน้า ได้สะท้อนยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่น” โดยหนึ่งในแกนหลักที่ถูกจับตามองคือ “การจัดวางบทบาทของศาสนา” ในฐานะกลไกเชิงโครงสร้างของรัฐสมัยใหม่

ศาสนา: จาก “ผู้รับการอุปถัมภ์” สู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”

ร่างนโยบายเน้นย้ำหลักการพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ควบคู่กับการตีความใหม่ให้ศาสนาไม่ใช่เพียงสถาบันเชิงจารีต แต่เป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา” ของรัฐ  แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับบทบาทจากการอุดหนุนแบบให้เปล่า ไปสู่การบูรณาการศาสนาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เช่น การใช้วัดและองค์กรศาสนาเป็นเครือข่ายสวัสดิการสังคม การส่งเสริมการศึกษาคณะสงฆ์เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ การต่อยอดสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ

นักวิชาการมองว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของรัฐไทย จาก “รัฐควบคุมศาสนา” สู่ “รัฐร่วมพัฒนา”

สัญญาณพหุวัฒนธรรม: พิธีกรรมผสมผสาน พุทธ–อิสลาม

ภาพสะท้อนเชิงรูปธรรมปรากฏในกิจกรรมทำบุญครบรอบ 18 ปีพรรคภูมิใจไทย ที่มีพิธีกรรมทั้งพุทธและอิสลามอย่างกลมกลืน โดยมี พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะเดียวกันพิธีอิสลามก็ถูกจัดอย่างสมเกียรติ  การจัดพิธีลักษณะนี้ถูกตีความว่าเป็น “การเมืองเชิงพื้นที่” ที่ส่งสัญญาณชัดว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพหุวัฒนธรรมนิยม ไม่จำกัดการอุปถัมภ์เฉพาะศาสนาพุทธ

ชายแดนใต้: จากความมั่นคงสู่ “ชาติสัมพันธ์”

อีกหนึ่งไฮไลต์ของนโยบาย คือการปรับยุทธศาสตร์ในพื้นที่ชายแดนใต้  รัฐบาลเสนอแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” พร้อมมาตรการสำคัญ เช่น  ปฏิรูปกฎหมายองค์กรศาสนาอิสลาม
เปิดทางเลือกตั้งผู้นำศาสนา ตั้งศาลคดีครอบครัวอิสลาม ส่งเสริมกองทุนซะกาตและเศรษฐกิจฮาลาล

ทั้งหมดนี้สะท้อนการยอมรับ “พหุระบบกฎหมาย” และการสร้างรัฐแบบ “Relational Nation” หรือ “ชาติสัมพันธ์” ที่เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ศาสนากับเศรษฐกิจ: ทุนจิตวิญญาณสู่ Soft Power

ในมิติเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งใช้ “ทุนจิตวิญญาณ” เป็น Soft Power ใหม่ของประเทศ  ตัวอย่างสำคัญคือโครงการ Global Meditation Center ที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งถูกวางให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสมาธิระดับโลก   ขณะเดียวกัน เครือข่ายพระธรรมทูตในต่างประเทศถูกยกระดับเป็นกลไก “การทูตเชิงวัฒนธรรม” ภายใต้แนวคิด “ทีมประเทศไทย” เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในเวทีโลก

ปฏิรูปกฎหมาย: ปลดล็อกศักยภาพองค์กรศาสนา

ด้านการบริหาร รัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น Omnibus Law  Super License เพื่อลดขั้นตอนราชการที่ซ้ำซ้อน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้องค์กรศาสนาสามารถดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ได้คล่องตัวขึ้น และลดปัญหาคอร์รัปชัน เช่น “เงินทอนวัด” 

บทสรุป: ศรัทธาสู่เครื่องยนต์พัฒนา

การวิเคราะห์ร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชี้ให้เห็นว่า รัฐไทยกำลังปรับตัวครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์กับศาสนา  จากอดีตที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สู่ปัจจุบันที่พยายามใช้ศาสนาเป็น “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศ” ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการทูต อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการบูรณาการหน่วยงานรัฐ การเปิดเผยข้อมูล และการสร้างความไว้วางใจในสังคมพหุวัฒนธรรม ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก รัฐบาลกำลังเดิมพันครั้งสำคัญว่า “ศรัทธาและความหลากหลาย” จะกลายเป็นพลังใหม่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง