วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569 03:24 น.

การเมือง

“ดร.นิยม” ตั้งข้อสังเกต นโยบายรัฐบาลไร้คำว่า “พระพุทธศาสนา” ชี้รัฐอาจละเลยหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ไม่แปลกเกิดกรณีตรวจยึดพื้นที่สำนักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.38 น.

อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งคำถามต่อการแถลงนโยบายรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง แต่ไม่กล่าวถึงการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา พร้อมยกกรณีตรวจยึดพื้นที่สำนักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี เป็นตัวอย่างปัญหาที่รัฐควรเร่งตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ดร.นิยม เวชกามา อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าคำแถลงนโยบายครั้งนี้มีความยาว 19 หน้า ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 8 นาที 44 วินาที และมีเนื้อหาค่อนข้างละเอียดครบถ้วนตามกรอบของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 แต่กลับไม่ปรากฏถ้อยคำหรือสาระที่กล่าวถึงการดูแลพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่คำเดียว

ดร.นิยม กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 67 กำหนดให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักธรรม การพัฒนาจิตใจและปัญญาของประชาชน รวมทั้งสนับสนุนองค์กรทางศาสนาในการฟื้นฟูและเผยแผ่หลักธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่นับถือมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ มาตรา 67 ยังรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยกำหนดว่าการปฏิบัติศาสนกิจต้องไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และแม้รัฐธรรมนูญจะให้ความสำคัญกับสถานะของพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้บัญญัติให้เป็นศาสนาประจำชาติ

ดร.นิยม ระบุว่า การที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวในคำแถลงนโยบาย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อการดูแลพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไทย พร้อมยกกรณีที่หน่วยงานรัฐซึ่งเรียกตัวเองว่า “พยัคฆ์ไพร” เข้าตรวจยึดและขับไล่พระภิกษุสงฆ์ออกจากพื้นที่สำนักสงฆ์ ภายในพุทธอุทยานของ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงตาสิ้นคิด” แห่ง วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัด อุบลราชธานี

โดยหลวงตาสินทรัพย์ระบุว่า ท่านจำพรรษาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 17 ปี จากเดิมที่มีพระภิกษุอยู่เพียงไม่กี่รูป ปัจจุบันมีพระภิกษุ สามเณร สมณชี และพราหมณ์ รวมเกือบ 1,000 รูป/คน พร้อมทั้งมีการสร้างกุฏิสำหรับปฏิบัติธรรม และยังช่วยฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ที่เคยถูกบุกรุกจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

ดร.นิยม กล่าวว่า ทางวัดยังมีหลักฐานการยื่นเรื่องขอจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการมาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อมีการตรวจสอบไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกลับได้รับคำตอบว่าเอกสารสูญหายทุกครั้ง จึงเรียกร้องให้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 1/2569 ซึ่งมี ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน โดยตั้งคำถามว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือพระสงฆ์หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดและสำนักสงฆ์อย่างไรบ้างจนถึงปัจจุบัน

“ในหมู่คณะสงฆ์มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการตั้งคณะกรรมการที่มีฆราวาสจำนวนมากอาจทำให้เกิดภาพว่าเป็นการตั้งฆราวาสมาควบคุมกิจการสงฆ์ จึงอยากให้รัฐบาลชี้แจงบทบาทและผลงานของคณะกรรมการชุดนี้ให้ชัดเจน” ดร.นิยม กล่าว

ทั้งนี้ ดร.นิยม เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการดูแลพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ. 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง