การเมือง
“อนุทิน”เผย ผลประชุม สมช.ไฟเขียวยกเลิก MOU 44 ชู UNCLOS เป็นกรอบใหม่บริหารพื้นที่ทับซ้อน ย้ำเดินหน้าได้ทันที
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีการยกเลิก MOU 44 ว่า ขณะนี้เรื่องได้ผ่านการรับทราบจากที่ประชุม สมช. แล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้เสนอ แม้ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาได้ชัดเจน แต่ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว หลังรัฐบาลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เพียงสัปดาห์แรกก็ได้หยิบยกเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวทางใช้ UNCLOS เป็นกรอบหลักในการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนแทน MOU 44 โดยขั้นตอนต่อไปคือการยกเลิก MOU 44 ก่อน โดยไม่จำเป็นต้องทบทวนเพิ่มเติม และสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องหารือกับฝ่ายกัมพูชา
นายอนุทินย้ำว่า แนวทางดังกล่าวมุ่งให้การบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ชัดเจน และสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศในระยะยาว
กมธ.MOU 43 - 44 เสวนาระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2 ฉบับ รับฟังความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ
นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง “MOU 2543 และ MOU 2544 : มองอดีต ประเมินปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคตของประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 25 cc เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย- กัมพูชา วุฒิสภา และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นายมงคล กล่าวตอนหนึ่งว่า ความสำคัญในการทำความเข้าใจประเด็นปัญหาเขตแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นรากฐานจากการกำหนดเส้นเขตแดนสมัยสยาม-ฝรั่งเศส ที่ใช้ของที่หลายชุดไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การปักปังเขตแดนให้อดีตกลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทชายแดนระหว่าง 2 ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิในหลายทวีปไม่ตรงกัน จึงเป็นที่มาของการจัดทำ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543)” และ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544)” เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่ทางทะเลร่วมกัน แต่บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับได้ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติของกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อเส้นเขตแดนและสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ดังนั้น การศึกษาประเด็นดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รอบด้าน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หน่วยงานด้านความมั่นคง นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง จึงเชื่อว่าการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มา เนื้อหา เจตนารมณ์ และผลกระทบของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว รวมถึงพิจารณาแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ โดยยึดหลักอธิปไตย กฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
ด้านนายนพดล อินนา ประธาน กมธ.พิจารณาศึกษาข้อดีและข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา กล่าวว่าในอดีตได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงประโยชน์ของการคงอยู่ของบันทึก MOU ทั้ง 2 ฉบับ ดังนั้นคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน รวมถึงลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีแนวชายแดนยาวประมาณ 798 กิโลเมตร โดย MOU 2543 เกี่ยวข้องกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ภายหลังการปักปันเขตแดนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 ซึ่งยังคงมีปัญหามาโดยตลอด โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีหลักเขตชัดเจน และพื้นที่ภูเขาในแนวเทือกเขาพนมดงรักที่ยังมีความซับซ้อน
ส่วน MOU 2544 เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเล ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบในทุกมิติ โดยการสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เพื่อให้ข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานเสนอวุฒิสภาและรัฐบาลต่อไป
จากนั้นเป็นการอภิปรายเรื่อง "MOU 2543 และ MOU 2544 :มองอดีตประเมินปัจจุบันมุ่งสู่อนาคตของประเทศไทย" โดยนักวิชาการและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ
นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีต สว. มองว่า MOU 43 ขัดกฎหมายใน 4 ประเด็นคือรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 244 วัดแรกประกอบมาตรา 3 เนื่องจากการทำสัญญากับต่างประเทศไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี 13 มิถุนายน 2543 เป็นเพียงการรับทราบบันทึกการประชุม jbc ไทยกับบูชา ครั้งที่ 1 และรับทราบบัญชาการนายกรัฐมนตรีให้ไปจัดทำ MOU 43 จากนั้นอีก 1 วันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจึงเดินทางไปลงนาม MOU ฉบับดังกล่าว โดยใช้ระยะเวลา 7 วัน และการให้ความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเทียบเคียงเท่ากับรัฐมนตรี 1 คน จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบหรือมากจากครมก่อน. และเห็นว่าการลงนามรับทราบไม่ใช่มติคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้ MOU ฉบับดังกล่าวขัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี 2531 ข้อ 7 ( 8) และขัดมติคณะรัฐมนตรีปี 2535 และขัดกับบันทึกการประชุม jbc ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 ที่ระบุว่าเมื่อมีร่าง jbc แล้วให้ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบระดับรัฐบาลก่อนจึงจะสามารถลงนามได้ โดยย้ำว่า MOU 2543 เปรียบเสมือนซากศพ ที่ไม่ควรมีรัฐบาลใดปล่อยไว้เพราะจะทำให้เน่าเหม็นไปด้วย และหากรัฐบาลฉบับปัจจุบันที่รับทราบข้อผิดพลาดแล้วหากไม่ดำเนินการก็จะมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก
นายสุวันชัย แสงสุขเอี่ยม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กระปุกว่าในอดีตการจัดทำแผนที่ปักพันเขตแดนดำเนินการโดยฝรั่งเศส ใช้แผนที่ 1 กับ 200,000 โดยไม่ผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม ทั้งสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1094 และ 1907 ที่ปักปันเขตแดน 74 หลัก ร่วมกับการใช้หลักเขตสันปันน้ำโดยใช้ภูมิประเทศเป็นเส้นแบ่ง แต่ที่เกิดปัญหาคือเทือกเขาพนมดงรัก หลักเขตที่ 1 ถึงช่องบก อุบลราชธานี ระยะทาง 196 กิโลเมตร ไม่มีการจัดทำหลักเขตแดน เมื่อระยะเวลาผ่านไปมีการโยกย้ายหรือเขตแดนชำรุดจึงเกิด MOU 2543 เพื่อลดความขัดแย้งชายแดนของประเทศ แต่ก็ยังมีปัญหาขัดแย้งจนนำไปสู่การต่อสู้ 2 ฝ่ายหลายครั้ง แม้จะผ่านการสำรวจหลักเขตแดนมากว่า 26 ปีแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า โดยสำรวจและปักควันแล้วเสร็จเพียง 45 หลัก ขณะที่รัฐธรรมนูญกัมพูชาหากสนธิสัญญาใดละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนจะต้องเป็นโมฆะ และมีการกำหนดการใช้แผนที่ 1 ต่อ 1:100,000 ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบอัตราส่วนก็จะเท่ากับแผนที่ 1 : 200,000 ดังนั้นข้อตกลงใน MOU 2543 จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมรับเนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าไม่ควรที่จะรักษาต่อไป หากปล่อยให้ยังคงเป็นไปตาม MOU ฉบับดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายกัมพูชากินพื้นที่ของไทยเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมขอให้รัฐบาลจะต้องมีความรอบคอบรัดกุมในการจัดทำสนธิสัญญากับกัมพูชาให้มากกว่านี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากพฤติกรรมยั่วยุและบิดเบือนของกัมพูชา และสามารถยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าวได้เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามมีการละเมิด MOU อย่างร้ายแรง แต่ต้องแจ้งกัมพูชาล่วงหน้าก่อน 3 เดือน และต้องไม่ให้ jbc ไปเจรจา เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าการละเมิดดังกล่าวไม่ใช่ความร้ายแรง
ด้านพลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ กรรมการวิสามัญ กล่าวว่า MOU 2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลอ่าวไทย หรือ ปิโตรเคมี โดยแหล่งใหญ่คือแอ่งปัตตานี อยู่กลางอ่าวค่อนมาทางประเทศไทย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน กว่า 10 ล้านล้านบาท ซึ่งได้ให้บริษัทเอกชนเข้าสัมปทานแต่จะต้องชะลอการดำเนินธุรกิจออกไปก่อนจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงเรื่องเขตแดนได้ ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากติดปัญหาในเรื่องเขตไหล่ทวีป ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิและออกประกาศกฤษฎีกา 2 ฉบับในปี 2515 เข้ามาล้ำเข้ามาในน่านน้ำภายในไทยระหว่างเกาะกูดกับชายฝั่ง ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และในปี 2516 ไทยได้ประกาศเขตไหล่ทวีปตามประกาศพระบรมราชโองการที่ยึดความเที่ยงตรง โดยขีดเส้นห่างจากเกาะกูดของประเทศไทย และเกาะกงในระยะทางที่เท่ากัน พร้อมเสนอแนะรัฐบาลให้ยกเลิก MOU 44 และ 43 โดยให้กลับไปเจรจาเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลโดยใช้ JBC และ JTC ปี 2538 โดยใช้กรอบปกติคือสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสและกฎหมายทางทะเล ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องกำหนดท่าทีที่ชัดเจนตาม joint statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงหยุดยิงและปิดด่านชายแดน จนกว่าการเจรจาเขตแดนทางบกและทะเลจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ขณะเดียวกันจะต้องเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความขัดแย้งและการใช้อาวุธทางด้านทะเล และมีความเป็นไปได้ที่กัมพูชาจะดึงไทยขึ้นศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเป็นผู้ตัดสิน พร้อมย้ำว่าจะต้องระมัดระวัง "ไอ้โม่ง" ในการเจรจาใดๆกับทางกัมพูชา
ขณะที่นาวาเอก ผศ.สมาน ได้รายรัมย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ระบุว่าความตกลงระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและประชาชน และการที่กัมพูชาได้ให้สัตยาบรรณอันครอส 1982 เดือนกุมภาพันธ์ 2569 จึงได้ไปศึกษากรณีที่เกิดขึ้นระหว่างฟิลิปปินส์และประเทศจีนที่ยื่นฟ้องข้อพิพาททางทะเลจีนใต้ แม้ศาลจะไม่ได้พิจารณาเขตแดนทางทะเลแต่ส่งผลกระทบต่อเขตแดนทางทะเล ขณะที่ทั้งไทยและกัมพูชาก็มีการประกาศเขตแดนทางทะเล เกิดความลำบากในการเจรจา ซึ่งในการให้สัตยาบรรณของกัมพูชาระบุว่าจะระงับข้อพิพาททางทะเลเมื่อถึงเวลาอันสมควร จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีการนำเรื่องเข้าสู่ศาลทางทะเล โดยกัมพูชามีการประกาศแนวเส้นฐานตรง 3 ครั้งในการสร้างเส้นเขตแดนทางทะเลให้ครอบคลุมตลอดแนวชายฝั่งของไทย ซึ่งการยกเลิก MOU 2564 หรือคงอยู่ก็ไม่มีความคืบหน้า แต่วิธีการเจรจาหรือกำหนดเขตแดนไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเทศไทยก็สามารถประกาศเส้นฐานตรงและพิสูจน์ได้ว่าเป็นการดำเนินการที่เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและถูกต้อง โดยพยายามพิสูจน์ว่าฝ่ายกัมพูชาดำเนินการไม่เที่ยงธรรมสำหรับประเทศไทยในเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล ทั้งนี้ไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อทำให้เส้นเขตแดนของไทยที่มีความเที่ยงธรรมปรากฏผลเป็นรูปประธรรมและเกิดการยอมรับของทุกฝ่าย
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- 3 วันรู้ผล! อัยการสั่งไม่ฟ้อง เหยื่อถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างชื่อ ย้ำความยุติธรรมเข้าถึงได้ฟรี 23 เม.ย. 2569
- มหาดไทยซักซ้อมแนวทาง 76 จังหวัด เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 23 เม.ย. 2569
- วุฒิสภาร้อนเดือด ! กระทุ้งรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ชี้ 5 ปมร้าย “ขัดกฎหมาย-เสี่ยงเสียดินแดน” 23 เม.ย. 2569
- “ศุภจี–ยศชนัน” เชื่อม “พาณิชย์–อว.” เตรียมตั้งคณะทำงาน ดันนวัตกรรมต่อยอดการค้า เร่งสร้างมูลค่า SME–ทรัพย์สินทางปัญญา 23 เม.ย. 2569
- สภาฯ เคาะสัดส่วน 35 กมธ.สามัญ “ภูมิใจไทย” ครอง 14 เก้าอี้ประธาน คุมงานศาสนา–วัฒนธรรม 23 เม.ย. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
"ณพลเดช" ห่วงปล่อยข่าวเท็จขายสุราได้ไม่จำกัดเวลาในพื้นที่ EEC 21:52 น.- รมช.มหาดไทย "เจเศรษฐ์-วรศิษฎ์" ติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาเหตุอุทกภัยปลายปี 68 ฝากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมเผยรัฐบาลบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพจัดการภัยพิบัติไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก 21:17 น.
- “วราวุธ” ร่วมสืบสานประเพณียกธงสงกรานต์วัดหนองตาสาม ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งอำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี 19:20 น.
- “ปิยะรัฐชย์” เร่งประสานงานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บรรเทาสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในจังหวัดเชียงราย 14:44 น.
- กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ หนุน “หอเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม” ดันสู่แหล่งท่องเที่ยวอุทยานเชิงประวัติศาสตร์ 14:17 น.


