วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 21:49 น.

การเมือง

มติสภาฯ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่ส่งตัว “สส.ชนนพัฒฐ์” ให้ดีเอสไอ   ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ 266 ต่อ 174 

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569  ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน คือ ขออนุญาตสภาฯ เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรมนูญ มาตรา 125 หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือขอให้สภาฯอนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

 หลังจากอภิปรายแล้วเสร็จได้มีการลงมติ โดยมติของสภา 308 เสียง ไม่เห็นด้วยที่จะส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดีในสมัยประชุม ต่อเสียง 126 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง 

 ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ 266 ต่อ 174 

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง ตีตกญัตติด่วนขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการแทนหลังเกิดการอภิปรายเข้มข้นระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ถึงความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอนาคตการพัฒนาภาคใต้

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงจะ “ทำหรือไม่ทำแลนด์บริดจ์” แต่คือการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่มากพอหรือไม่ พร้อมชี้ว่าโมเดลการพัฒนาแบบ EEC แม้ทำให้ GDP เติบโต แต่คุณภาพชีวิตและสวัสดิการแรงงานกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม โดยภาคใต้ยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเกษตรกรไม่มีความมั่นคงในที่ดิน รายได้ท่องเที่ยวกระจุกตัว และโครงสร้างพื้นฐานยังล้าหลัง พร้อมตั้งข้อกังวลว่าแลนด์บริดจ์อาจทำให้เกิดการเก็งกำไรที่ดิน ทำลายป่าชายเลนและทรัพยากรธรรมชาติโดยผลประโยชน์อาจตกอยู่กับกลุ่มทุนมากกว่าประชาชนในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวคิด “SBRC” หรือระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ ที่เน้นต่อยอดทุนวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และพลังงานสะอาดแทนการลงทุนเมกะโปรเจกต์มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนการตั้ง กมธ. โดยระบุว่าแลนด์บริดจ์ตั้งอยู่บน “มายาคติ” ว่าจะทดแทนช่องแคบมะละกาได้ ทั้งที่หลายการศึกษาชี้ว่าไม่ได้ช่วยลดต้นทุนจริง เพราะต้องมีขั้นตอนขนถ่ายสินค้าหลายทอด และอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า และยังตั้งข้อกังวล 5 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา ความเสี่ยงต้องเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก และประเด็นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเตือนว่าไทยอาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจโลก หากเกิดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ในอนาคต พร้อมเสนอแนวคิด “Southern Connect” พัฒนาเครือข่ายถนน รถไฟ และท่าเรือ เชื่อมภาคใต้กับโลก ด้วยงบประมาณต่ำกว่าและกระจายประโยชน์ได้ทั่วทั้งภูมิภาค

ขณะที่ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.พรรคภูมิใจไทย ฝ่ายรัฐบาล ชี้แจงว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ที่สำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายสิบปี โดยคาดว่าจะสร้างงานกว่า 280,000 ตำแหน่ง เพิ่ม GDP ประเทศราว 1.5% ต่อปี และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

นายพีรพัฒน์ ระบุว่า โครงการจะช่วยลดเวลาการเดินเรือ 3-4 วัน และหากเชื่อมกับจีนตอนใต้โดยตรง อาจลดระยะเวลาขนส่งได้ถึง 14 วัน พร้อมมองว่าแลนด์บริดจ์ยังเป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงลดความเสี่ยงหากเกิดวิกฤตในช่องแคบมะละกา

ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้ระบบ ESIA ท่าเรือสีเขียว เทคโนโลยีสมาร์ทโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด และแนวทางออกแบบที่ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศให้มากที่สุด

ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาฯ ลงมติไม่เห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาฯ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ต่อภายใต้การกำกับของคณะรัฐมนตรีต่อไป


 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง